Art

When Art and Fashion Collide

ถ้าพูดถึงผู้นำเทรนด์ด้านการคอลลาบอเรชั่น ต้องยกให้คู่นี้จริงๆ
Reading time 17 seconds

จุดเริ่มต้นของงานคอลลาบอเรชั่นของทั้งคู่คืองานเล็กๆ อย่างการออกแบบตลับแป้งที่ดูคล้ายกับแป้นหมุนของโทรศัพท์บ้านในสมัยก่อน เมื่อแน่ใจว่าเคมีเข้ากัน ทั้งคู่จึงร่วมกัน ‘คิดค้น’ ผลงานใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย อย่างเช่น Lobster Dress ที่อยู่ในคอลเลกชั่นโอตกูตูร์ประจำฤดูร้อน ปี 1937 ของแบรนด์สเกียปาเรลลี่ ซึ่งเอลซ่าขอให้ดาลีช่วยออกแบบลายให้ชุดสำหรับวอลลิส ซิมป์สัน ดาลีซึ่งตอนนั้นลุ่มหลงอยู่กับล็อบสเตอร์ซึ่งเป็นตัวแทนของความปรารถนาทางเพศจึง นำเสนอลายล็อบสเตอร์สีสดใสบนผ้าออร์แกนดีสีขาว ว่ากันว่าจริงๆ แล้วดาลีอยากจะทามายองเนสจริงๆ ลงไปบนชุดด้วยเพื่อให้อลังการขึ้นไปอีก แต่เอลซ่าเบรกไว้ก่อน!  

 

/

การร่วมงานของเอลซ่าและดาลีเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนกับบทสนทนามากกว่าจะเป็นการคิดวางแผนอย่างจริงจัง หลังจากดาลีได้วาดภาพ The Anthropomorphic Cabinet ในปีค.ศ. 1936 ที่ร่างกายของผู้หญิงกลายเป็นเหมือนตู้ลิ้นชัก เอลซ่าก็ออกแบบกระเป๋าเสื้อผ้าที่มาพร้อมกับที่จับพลาสติกคล้ายลิ้นชัก

เช่นกัน ผลงานหมวกรองเท้า (shoe hat) ของเธอก็มาจากภาพถ่ายที่ดาลีมีรองเท้าโผล่ออกมาบนศีรษะ ในขณะที่ชุด Skeleton Dress ที่ทำจากผ้าเรยอนพร้อมดีเทลที่เย็บให้ดูเหมือนซี่โครงก็ได้แรงบันดาลใจจากภาพผู้หญิงที่ดาลีวาดไว้เช่นกัน ซึ่งดาลีเองก็รู้สึกประทับใจกับผลงานของเอลซ่าจนบันทึกไว้ในหนังสือ The Secret Life of Salvador Dali ที่เขาเขียนไว้ว่าครึ่งหลังของยุคทศวรรษที่ 1930 ของเขานั้น “ไม่ได้รับอิทธิพลจากเหล่าศิลปินเซอร์เรียลิสต์ในคาเฟ่ที่ปลาซ บล็องช์ (Place Blanche) หรือจากการฆ่าตัวตายของเพื่อนรักอย่างเรอเน่ เครเวล แต่เป็นช่วงเวลาที่ถูกนิยามโดยห้องเสื้อที่เอลซ่า สเกียปาเรลลี่กำลังจะเปิดที่ปลาซวองโดม” 

Schiaparelli Haute Couture Fall 2018
/

แม้จะเป็นดีไซเนอร์ แต่เอลซ่าก็มองว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นเหมือนศิลปะมากกว่า “สำหรับฉันแล้ว การออกแบบเสื้อผ้าไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และเป็นศิลปะที่ยากที่สุด ที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกพอใจได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ชุดถือกำเนิดขึ้น มันก็จะกลายเป็นอดีตไป”  เธอบันทึกไว้ “ชุดชุดหนึ่งไม่มีชีวิตของตัวเองจนกระทั่งถูกสวมใส่ และเมื่อไหร่ก็ตามที่มันเกิดขึ้น คนอีกคนก็จะเข้ามาครอบครองชุดนั้นแทนคุณ แล้วทำให้ชุดนั้นโลดแล่นมีชีวิตขึ้นมา พยายามทำให้มันสวยขึ้น หรือทำลายมันไป หรือเปลี่ยนมันให้กลายเป็นบทเพลงแห่งความงาม แต่ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือชุดเหล่านั้นกลายเป็นวัตถุอันแสนเฉยเมย หรือกลายเป็นภาพล้อเลียนอันน่าสมเพชถึงสิ่งที่คุณอยากจะเป็น อาจเป็นความฝันหรือการแสดงออก” เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง โลกแห่งความเพ้อคลั่ง หลุดกรอบและฟุ้งฝันก็ต้องล่าถอยให้ดีไซน์เรียบหรูที่ขายได้จริงเข้ามาแทนที่ แต่นั่นคือจุดจบของจินตนาการจริงหรือ? ไฮน์เองไม่คิดเช่นนั้น “แนวคิดเรื่องการก้าวข้ามกรอบแห่งความจริงดูจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้นอีกในทุกวันนี้ การสามารถหัวเราะเวลาโลกเล่นตลกกับเรา และพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ หรือสร้างอะไรที่ยกระดับจิตใจคนเป็น
เรื่องสำคัญมากครับ” 

related posts

Recommended posts for you