Art

Optimism is Ridiculous

นที อุตฤทธิ์ เล่าถึงกระบวนการคิด และเหตุผลที่ว่าทำไมการมองโลกในแง่ดีจึงเป็นเรื่องน่าขัน
Reading time 27 seconds

หากภาพจำของ ‘ศิลปิน’ ในความคิดของคุณคือคนไว้ผมรุงรัง แต่งตัวจัด ใส่กำไลเป็นพรวน มองเผินๆแล้ว นที อุตฤทธิ์อาจดูไม่เหมือนศิลปินสักเท่าไหร่ หากคุณเดินสวนกับเขาบนถนนสักแห่งในกรุงเทพฯ คุณอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติที่สร้างสรรค์ผลงานที่กลายเป็นที่ต้องการของคอลเล็กเตอร์มากมาย และเพิ่งจัดแสดงผลงานในนิทรรศการล่าสุดที่ The Private Museum Singapore เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

ความชอบและสนุกกับการวาดภาพตั้งแต่เด็กจุดประกายให้เขาเลือกเข้าศึกษาที่วิทยาลัยช่างศิลป “ตอนไปสอบก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าเราจะเขียนสู้เขาได้ไหม แต่สุดท้ายก็สอบเข้ามาได้ เรียนอยู่สามปี ช่วงนั้นได้เรียนกับอาจารย์มณเฑียร บุญมา ซึ่งมาเป็นอาจารย์พิเศษพอดี ก็สนิทสนมคุ้นเคยกันพอสมควร ณ ตอนนั้นครับ เรียนจบก็สมัครเข้าคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร สมัยก่อนยังเป็นระบบเอ็นทรานซ์ที่ต้องเลือก 5 อันดับ เลือกอันดับเดียวเลย เพราะตอนนั้นคุยกับเพื่อนว่าถ้าเจ๋งต้องเลือกอันเดียว สุดท้ายก็ผ่านเข้ามาเรียนจนได้ จำได้ว่าตอนนั้นอายุ 16 ปี เด็กมากเลยครับ ไม่รู้หรอกว่าศิลปะร่วมสมัยคืออะไร” นทีกล่าว

ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนี้เองที่นทีได้สัมผัสกับศิลปะภาพพิมพ์เป็นครั้งแรก ซึ่งศิลปะประเภทนี้นี่เองที่กลายมาเป็นพื้นฐานของกระบวนการคิดสร้างสรรค์ผลงานของเขาในปัจจุบัน “กระบวนการภาพพิมพ์เป็นโพรเซสครับ มีความเป็นช่าง เป็นคราฟต์แมนอยู่สูงพอสมควรเลยล่ะ แต่สิ่งที่สำคัญคือมันทำให้เราต้องคิด ต้องวางแผนทุกอย่าง มันต้องมีกระบวนการของมัน เราต้องคิดล่วงหน้าข้ามขั้นตอนไปเสมอ เพื่อที่จะรู้ว่าเดี๋ยวผลจะออกมาเป็นอย่างไร ตรงนี้นี่เองที่เป็นคุณต่อผมตอนที่ไปทำงานเพนติ้ง หรือจริงๆแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ผมจะติดวิธีคิดแบบนี้ ทุกอย่างมีการวางแผนและคิดก่อน แม้ว่าตอนแรกที่เริ่มทำงานเพนต์จะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากภาพพิมพ์มาสู่เพนติ้งก็ตาม การเปลี่ยนมันเป็นการเปลี่ยนเชิงมีเดียม (medium) เท่านั้น คือลัดขั้นตอนว่าเราไม่ต้องทำแม่พิมพ์แล้วแต่เราเขียนได้ตรงๆเลย แต่กระบวนการวิธีคิดที่เรามีต่อการสร้างอิมเมจของมัน หรือการหาอิมเมจนั้นยังมีอยู่”

สำหรับนทีแล้ว ศิลปะเกิดจากการตั้งคำถาม และกระบวนการสร้างสรรค์คือการเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบ “ที่เปลี่ยนจากงานภาพพิมพ์มาเป็นเพนติ้งก็เพราะคำถามที่ว่าเพนติ้งคืออะไรกันแน่ อยู่มาวันหนึ่งมีภัณฑารักษ์จากฝรั่งเศสมาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วเพื่อนผมก็ชักชวนผมไปทำความรู้จัก เขาถามคำถามกับผมคำถามหนึ่งว่าเพนติ้งของคุณคืออะไร ผมก็งง ก็อธิบายเขาไปว่าเนื้อหาเป็นแบบนี้ เพราะเราถูกสอนมาแบบนั้น เวลาทำวิทยานิพนธ์ต้องเขียนไว้ว่าเนื้อหาคืออะไร คอนเซ็ปต์คืออะไร เขาบอกว่าไม่ใช่ เขาไม่ได้อยากรู้เนื้อหา เขาอยากรู้คอนเซ็ปต์ ผมอธิบายเขาก็บอกว่าไม่ใช่อีก ผมถูกสอนมาว่าเนื้อหา (content) กับแนวคิด (concept) คือสิ่งเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่ สุดท้ายก็จบบทสนทนากันอย่างไม่เข้าใจกัน แต่มันคาอยู่ในความคิดนะ ทำให้ผมสงสัยว่าถ้ามันไม่ใช่มันคืออะไร จากนั้นมาก็เริ่มต้นกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์แล้ว จากที่เคยเกลียด เพราะว่าคนที่เรียนศิลปะทุกคนไม่มีใครชอบประวัติศาสตร์ศิลป์ในชั้นเรียน มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าคำตอบมันน่าจะมีอยู่ในนั้นนะ มันน่าจะมีอยู่ในบริบทที่มันแวดล้อมสิ่งเหล่านั้นอยู่ ก็เลยต้องค่อยๆ พยายามทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้นไปเรื่อยๆ งานก็เริ่มเปลี่ยน เพราะว่าเมื่อโจทย์เปลี่ยน คำตอบก็เปลี่ยน ผมก็ทิ้งงานที่ทำมาเคยได้รางวัลมาด้วยหน้าตางานแบบนี้นะ ผมรู้สึกว่ามันใช้ไม่ได้แล้วนะสำหรับอีกสเกลหนึ่งผมก็ทิ้งแล้วผมก็ไม่เอา แล้วเนี่ยมันก็จะเป็นอย่างนี้ แล้วผมก็จะทำงานหน้าตาอันหนึ่งมาแล้วผมก็รู้สึกว่ามันใช้ไม่ได้ในอีกคำถามหนึ่งผมก็ทิ้ง พอเราทิ้งอย่างนี้บ่อยๆ จากการที่มันไม่มี Original พอเราทำซ้ำกันบ่อยๆ สิ่งนั้นมันเลยกลายมาเป็น Original ขึ้นมา ว่าภายในช่วง10 ปี งานมันไม่เหมือนกันเลย 10 ครั้ง ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นความเป็นไปได้ที่มันเกิดขึ้นได้จริงในการที่เราจะสร้าง Original ขึ้นมาโดยที่ไม่มีความซ้ำของรูปแบบ แล้วมันก็เป็นธรรมชาติด้วย สำหรับผมการทำงานศิลปะคือการค้นหาคำตอบในแต่ละช่วงเวลา ฉะนั้นบางอย่างที่คิดผมในอดีตก็อาจจะผิดและใช้ไม่ได้ในทุกวันนี้”

นทีกล่าวถึงงานชุดนี้ของเขาว่า “ งานชุด The Altarpieces นี้พูดถึงแนวคิดภายใต้ลัทธิอาณานิคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผมคิดว่าทุกวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อสมัยร้อยปีที่แล้ว เพียงแค่รูปแบบและวิธีการมันเปลี่ยนไป และบางทีการที่เรามองว่าทุกอย่างมันเจริญก็อาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ กลไกตามธรรมชาติของมนุษย์ยกให้การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องดี และการมองในทางตรงข้ามเป็นอะไรที่ไม่สร้างสรรค์ แต่จริงๆแล้วผลงานสร้างสรรค์ในโลกนี้จำนวนมหาศาลเกิดจากความคิดในแง่ร้ายนะครับ เพราะฉะนั้นการมองโลกในแง่ดีจึงอาจเป็นเรื่องน่าขันถ้าคุณมองมันแบบเดียว” 

ส่วนใครที่ชื่นชอบผลงานของคุณนที  ตอนนี้หนังสือ Natee Utarit: Optimism is Ridiculous ที่รวบรวมภาพและข้อมูลผลงานชุด Optimism is Ridiculous โดยดีมีทริโอ ปาปาโรนี่ (Demetrio Paparoni) นักวิจารณ์ศิลปะและภัณฑารักษ์ชื่อดังชาวอิตาเลียน มีจำหน่ายแล้วในเมืองไทย โดยธนจิรา รีเทล คอร์ปาเรชั่น ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายโดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้แก่มูลนิธิ Project Love Asia Foundation เพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้และด้อยโอกาสชาวเอเชีย ผู้ที่สนใจสามารถซื้อหนังสือได้ที่ facebook.com/TanachiraCard ในราคา 2,000 บาท ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม หรือจนกว่าหนังสือจะหมด 

PHOTOS: COURTESY OF THE ARTIST, TANACHIRA, EKAPHOP DUANGKHAM  

 

 

/

related posts

Recommended posts for you