Art

Through Her Eyes

หน้าที่ของภาพถ่ายและความหมายของการเป็นศิลปินในสายตาของอำพรรณี สะเตาะ
Reading time 18 seconds

พม่า ฮ่องกง มาเลเซีย… หากคุณบังเอิญเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ในช่วงนี้แล้วเดินเข้าไปยังแกลเลอรี่ที่ใช่ คุณอาจได้พบกับผลงานของอำพรรณี สะเตาะ ศิลปินภาพถ่ายชาวไทยและอาจารย์คณะศิลปะและการออกแบบ สาขาภาพถ่าย มหาวิทยาลัยรังสิต และในขณะที่ผลงานชุดล่าสุด Lost Motherland กำลังออนทัวร์อยู่ทั่วภูมิภาค (และกำลังจะเดินทางต่อไปยังโปแลนด์ในเร็ววัน) เราได้มีโอกาสชวนเธอย้อนเวลากลับไปหาอดีตอีกครั้งเพื่อรำลึกถึงผลงานชุดสำคัญนอกจากจะเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ของวงการระดับนานาชาติอยู่ระยะหนึ่งแล้ว ยังเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเธอในฐานะศิลปินอย่างเป็นทางการด้วย

จากงานอดิเรก การถ่ายภาพได้นำพาอำพรรณีเข้าสู่การศึกษาอย่างจริงจังที่คณะศิลปกรรม (ปัจจุบันคือคณะศิลปะและการออกแบบ) มหาวิทยาลัยรังสิต ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสในเวลาต่อมา “ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะชอบการถ่ายภาพจริงจัง พอเรียนจริงจังตอนแรกก็ไม่ได้อินมาก แต่พอลองทำงานดูแล้วมันเริ่มใช่ เริ่มรู้สึกชอบและสนุก ก็เลยทำต่อค่ะ พอได้รางวัลจากโครงการ Young Thai Artist Award ประจำปีค.ศ. 2007 แล้วก็ยิ่งทำให้มีไฟที่จะอยากไปต่อ พอเรียนจบแล้วเลยลองสมัครเรียนที่ L’Ecole Nationale Superieure de la Photograhie ที่เมืองอาร์ลส์ในฝรั่งเศสดู แล้วเขารับเข้าเรียน ไปเรียนอยู่สองปีก็เรียนจบค่ะ” 

โปรเจ็กต์จบการศึกษาจากที่นี่นี่เองที่เธอได้ทำผลงานชุด ‘Burqa 2010 อิสรภาพที่ถูกขโมย’ ภาพชุดเซลฟ์-พอร์เทรต ที่เธอปกคลุมร่างกายด้วยผ้าสีสันสดใสจากบ้านเกิดที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อแสดงออกถึงความคิดเห็นต่อกฎหมายห้ามสตรีชาวมุสลิมคลุมหน้าในที่สาธารณะอย่างเป็นทางการ ให้อิสรภาพที่ปลิดปลิวของผู้หญิงมุสลิมสะท้อนผ่านผ้าที่พลิ้วไสว “ตอนนั้นก็นับว่าเหนื่อยและท้าทายมากค่ะ เหมือนเราดีไซน์การเดินทางไว้ในแต่ละที่ ให้เป็นคล้ายๆกับอัตชีวประวัติของตัวเองที่มีความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์และพื้นที่ มีการสเก็ตช์ทุกอย่างไว้ล่วงหน้าและเซอร์เวย์ก่อนที่จะลงพื้นที่ถ่ายทำจริง ที่ท้าทายที่สุดน่าจะเป็นครั้งแรกที่ถ่ายชุดสีเหลืองที่เมืองอาร์ลส์ซึ่งเป็นเมืองที่เรียนและอาศัยอยู่ ช็อตนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยค่ะ ตอนแรกก็ไม่แน่ใจ แต่ท้ายสุดก็ตัดสินใจเพอร์ฟอร์ม ก็มีคนมองนะ แต่สุดท้ายฝรั่งเศสจะมีพื้นที่สำหรับการเพอร์ฟอร์มในที่สาธารณะอยู่แล้ว คนที่เห็นก็คงไม่รู้สึกแปลกอะไรค่ะ พอชุดแรกสำเร็จก็โอเค ทำต่อได้”

หนึ่งในชุดผลงาน Burqa 2010 อิสรภาพที่ถูกขโมย โปรเจ็กต์จบการศึกษาที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผลงานแบบเซลฟ์-พอร์เทรตที่ถ่ายทำยังสถานที่สำคัญต่างๆ 

แม้ภาพผลงานชุดนั้นจะทำให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่หากย้อนกลับไปดูผลงานชุดอื่นๆ ของเธอแล้ว จะพบว่าอำพรรณีมุ่งนำเสนอประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ รวมถึงผลงานชุด Lost Motherland ที่พูดถึงการโยกย้ายถิ่นฐานของคนบางกลุ่ม ซึ่งมีสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยในซีเรียและชาวโรฮิงญาเป็นประเด็นตั้งต้น “ภาพเด็กที่เสียชีวิตแล้วลอยมาเกยตื้นริมหาดกระทบใจเรามาก แล้วช่วงเดียวกันก็มีเรื่องสถานการณ์ชาวโรฮิงญาด้วย เป็นประเด็นที่ใกล้ตัวมาก เพราะบ้านที่เคยอยู่ก็อยู่ใกล้กับบ้านครอบครัวชาวโรฮิงญาที่ได้รับผลกระทบแล้วย้ายมาอยู่ที่เมืองไทย พอได้รับข่าวสารเราก็เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องสงครามก็ดี หรือการโยกย้ายถิ่นฐานก็ดี จริงๆแล้วชุดความคิดนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากพื้นเพของเราที่มาจากปัตตานี ซึ่งถูกมองว่าเป็น ‘refugee’ อยู่แล้วด้วย” อำพรรณีกล่าว “ตั้งแต่ทำงาน เราตั้งโจทย์กับตัวเองอยู่เสมอว่าการทำงานทุกครั้ง ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราจะไม่ทำเพื่อตัวเองเสียทีเดียว มันต้องมีการจุดประกายหรือขับเคลื่อนอะไรบางอย่างจากงานชิ้นเล็กๆของเรา ให้มันถูกพูดถึงหรือแลกเปลี่ยนมากขึ้น ตอนเรียนปริญญาตรีก็มีประเด็นเรื่องสามจังหวัดของที่บ้าน เราก็หยิบประเด็นนั้นมาทำงาน พอเสร็จซีรีส์นั้นก็มีเรื่องผู้หญิงในสามจังหวัด ก็ทำต่อค่ะ พอไปฝรั่งเศสก็ไปเจอกฎหมายนี้อีก พอย้อนกลับไปมองดูแล้วมันก็คือเรื่องเดียวกันนะ เป็นอะไรที่สอดคล้องมาก จริงๆแล้วประเด็นไม่ได้ต่างกัน แต่สถานการณ์ต่างกัน และเรารับรู้สถานการณ์ในบริบทที่ต่างกันค่ะ”

เมื่อถามว่าหลังจากทำงานคลุกคลีกับประเด็นเรื่องสิทธิของผู้หญิงมาโดยตลอด ณ วันนี้ เธอมองสถานะทางสังคมของผู้หญิงแตกต่างไปจากเดิมไหม อำพรรณีตอบว่า “สำหรับตัวเองก็คิดว่าเปลี่ยนเหมือนกันนะคะ เหมือนในอดีต เราจะมีภาพจำที่คิดว่าผู้หญิงอาจจะถูกกดอยู่ภายใต้บรรทัดฐานทางสังคม ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ แต่พอมาทำงานศิลปะจริงๆแล้วรู้สึกว่าความคิดนี้เปลี่ยนไป เพราะเรารู้สึกว่าในฐานะผู้หญิง เราก็มีสิทธิ์พูด มีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์แสดงออกเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุด ในวงการศิลปะเราก็รู้สึกถึงความเท่าเทียม การแสดงออกใดๆ ก็ไม่ได้ถูกปิดกั้น ถ้าภาวะนี้มีการเปลี่ยนแปลง ก็คิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีนะคะ มีศิลปะเป็นตัวแทน” แล้วสำหรับตัวเองเธอแล้ว คิดว่าภาพถ่ายเป็นเครื่องสะท้อนความจริงไหม “ในอดีตอาจจะใช่นะคะ แต่ปัจจุบันนี้ ภาพถ่ายย่อมผิดเพี้ยนได้ และภาพถ่ายย่อมีการปรุงแต่งได้ เพราะฉะนั้น ภาพถ่ายอาจจะเป็นแค่สื่อประเภทหนึ่งที่ใช้ส่งสารออกไป แต่ถามว่าคือความจริงไหม ก็ไม่แน่เหมือนกันค่ะ”

"ในฐานะผู้หญิง เราก็มีสิทธิ์พูด มีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์แสดงออกเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุด ในวงการศิลปะเราก็รู้สึกถึงความเท่าเทียม การแสดงออกใดๆ ก็ไม่ได้ถูกปิดกั้น"
/

related posts

Recommended posts for you