Audemars Piguet

Arin Rungjang: "Art must have a personal meaning."

อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินไทยผู้นี้เล่าให้เราฟังถึงความผูกพันที่มีต่อเรื่องราวต่างๆ ทั้งของตัวเองและของยุคสมัย ซึ่งกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
Reading time 39 seconds

วันอาทิตย์ช่วงอีสเตอร์ ท้องฟ้าไร้เมฆ อริญชย์ต้อนรับเราที่อพาร์ทเมนต์ในเบอร์ลิน ด้วยคำเชิญจากโครงการ DAAD ให้เขาเป็นศิลปินพำนัก ศิลปินวัย 44 ผู้นี้จึงได้มาอยู่ที่นี่ เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยนำผลงานไปจัดแสดงในเวนิซ เบียนนาเล เมื่อปีค.ศ. 2013 และตอนนี้เขาก็กำลังเตรียมนิทรรศการเดี่ยวที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ Gillman Barracks Art Center สิงคโปร์ รวมถึงงานเบียนนาเลในโตรอนโตช่วงเดือนพฤศจิกายน 

 

ในหน้าวิกิพีเดียเกี่ยวกับคุณในภาษาเยอรมัน บอกว่าคุณได้แรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์ประติมากรรมเพื่อสังคม (social sculpture) ของโจเซฟ บอยส์ ซึ่งเชื่อว่าประติมากรรมมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสังคม มันจริงหรือเปล่า

“ผมเป็นเพื่อนกับคนที่เขียนในเฟซบุ๊ก เขาถามว่าเขียนแบบนี้โอเคไหม ผมก็ไม่ได้อะไรนะ แต่ผมก็ไม่อยากเอามาอ้างอิงในงานของผม ศิลปะมีหน้าที่ของมันอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนที่เราจะนำมาจัดในนิทรรศการหรือวิจารณ์กันในหน้านิตยสารเสียอีก” 

 

การศึกษามีบทบาทต่อชีวิตของคุณอย่างไร 

“จริงๆ แล้วประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมของตะวันตก และการล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเข้ามาเมื่อปีค.ศ. 1932 เราเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นายกรัฐมนตรียุคนั้นก็ให้คนใส่หมวกตามอย่างอังกฤษ ให้กินไข่เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ฟังดูแปลกใช่ไหม แม่ผมก็เกิดในยุคนั้น แต่ท่านรู้สึกผูกพันกับชีวิตในทุ่งนามากกว่า โรงเรียนศิลปะที่ผมเข้าเรียนขึ้นชื่อว่าเป็นแนวขนบ ครูของผมเป็นรุ่นแรกๆ ที่มีโอกาสได้ไปศึกษาต่างประเทศ แล้วกลับมาพร้อมเรื่องราวน่าทึ่งมากมาย... ก็เหมือนกับชาวบ้านกลับออกมาจากป่าแล้วเล่าว่าได้ฆ่าเสือตาย ครูคนหนึ่งกลับมาจากดูเซลดอร์ฟ ท่านเล่าเรื่องโจเซฟ บอยส์ ตอนนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ตนะ เราไม่มีทางเลือกนอกจากเชื่อมัน”

 

เรื่องราวถูกนำมาเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า บิดเบือน จากที่ว่าลายบนตัวเสือทอแสงในยามค่ำก็กลายเป็นว่ามันพ่นไฟ และบินได้ 

“ใช่ครับ ตอนช่วงต้นยุค ’90s ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่เรียนอยู่ที่นิวยอร์กมีอิทธิพลต่อผมมาก จากนั้นพออินเตอร์เน็ตเข้ามาในปีค.ศ. 1996 ก็ทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปินตะวันตกมากขึ้น ทั้งดูชองป์ วอร์ฮอล เฟลิกซ์ กอนซาเลซ-ตอร์เรส ผมก็เริ่มวิตกว่าผมควรจะก้าวไปตามโลกศิลปะหรือทำตามที่ตัวเองต้องการดี แต่นอกเหนือไปจากฟอร์มแล้ว ศิลปะต้องสื่อความหมายของมัน   นิทรรศการแรกของผมเล่าถึงพ่อของผมซึ่งถูกนีโอนาซีในเยอรมนีทำร้ายระหว่างไปทำงานและบาดเจ็บจนตาย เรื่องราวของท่านเชื่อมโยงกับสงครามโลกครั้งที่สอง ความยากจน และความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและโลกตะวันตก”

 

ตอนนี้คุณกำลังทำงานให้โปรเจ็กต์ Spectrosynthesis II ซึ่งเป็นอีเวนต์เกี่ยวกับศิลปะแอลจีบีทีที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชีย ก่อนหน้านี้คุณไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเพศวิถีของคุณในงานเลย

“ผมรู้สึกสบายใจกับตัวตนของผมนะ แต่พอได้รับเชิญให้ร่วมงานนี้ ผมก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าได้พบเจอปัญหาชีวิตอะไรบ้างในฐานะที่เป็นโฮโมเซกชวล”

 

คุณเปิดเผยตัวตนตอนไหน

“ผมรู้ตั้งแต่แรกๆเลยว่าผมเป็นโฮโมเซกชวล วันหนึ่งแม่ผมมาเจอคอลเลกชั่นนิตยสารเกย์ซ่อนอยู่ใต้เตียง แม้ก็ไม่อยากพูดกับผมอีกเลย ตอนนั้นผมอายุ 15 ผมเลยออกจากบ้าน ไปแฮงก์เอาต์อยู่บ้านเพื่อน แล้วก็เสพยา มันตลกดีจนกระทั่งผมเจอวิกฤ๖ ผมก็สงบลง เลยหันมาเข้าวัด ผมว่าการฝึกสมาธิช่วยให้ผมเจอสมดุล” 

 

คิดว่าหน้าที่การงานของตัวเองมาถึงจุดพีคตอนไหน

“ตอนทำ Rwanda Project เป็นงานศิลปะจัดวางที่ผมทำโชว์ในงานเบียนนาเล ซิดนีย์เมื่อปีค.ศ. 2012 มันมีอิทธิพลต่อผมอย่างมาก ผมทำงานร่วมกับเด็กกำพร้า 13 คนซึ่งพ่อแม่ของพวกเขาเสียชีวิตในตอนสังหารหมู่ ผมเองก็สูญเสียพ่อเหมือนกัน ผมเลยรู้สึกเข้าใจพวกเขา” 

 

มองเผินๆ งานของคุณไม่ค่อยบอกเล่าบาดแผลของคุณเท่าไร แต่กลับสร้างออกมาอย่างลงตัวและดูมีพลัง

“การเป็นศิลปินคืออภิสิทธิ์อย่างหนึ่ง เพราะเหตุนี้ผมถึงไม่เป็นศิลปินวาดภาพอยู่ในสตูดิโอ ผมทำงานศิลปะจัดวางที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคนที่ผมได้พบเจอ ผมทำสิ่งที่ผมโชว์ออกมาให้สวยงาม เพื่อให้ศักดิ์ศรีความภาคภูมิแก่พวกเขาซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าได้เสียไปแล้วในสายตาของคนอื่น แล้วผมก็ชอบกระบวนการทำงานด้วย เรารู้จักป่าทั้งป่าไม่ได้ แต่เรารู้จักใบไม้หนึ่งใบได้ และรู้ว่าว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้อย่างไร และผมก็คิดว่าในฐานะศิลปิน มันจะเป็นอย่างนั้นจนผมตายไป” 

เรียบเรียง: พิมพิไล บุญจอง 

 

related posts

Recommended posts for you