Audemars Piguet

Julien Creuzet's busy times

จูลิยง เครอเซต์ (Julien Creuzet) ที่จบการศึกษาจาก ESAM ที่ก็องและแชร์บูร์ก รวมถึง School of Fine Arts ในลิยงและเฟรสนอยนำเสนอผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่งานทัศนศิลป์ งานวิดีโอ งานการแสดงและบทกวี เขาได้สร้างจักรวาลใหม่ที่เร้าประสาทสัมผัสอย่างแนบเนียนโดยเล่นกับลักษณะชั่วคราวและภูมิทัศน์ที่หลากหลาย และเราได้คุยกับศิลปินคนนี้ที่นิทรรศการของเขาที่ Palais de Tokyo
Reading time 1 minutes


สัมภาษณ์โดย Yamina Benaï - ถ่ายภาพโดย Spela Kasal
 

THE ART OFFICIAL: ในปีค.ศ. 2012 ตอนอายุ 26 ปี คุณได้แสดงงานที่ Sandretto Re Rebaudengo Foundation ในตูริน และในปีค.ศ. 2017 คุณได้แสดงงานที่ Biennale de Lyon และ Biennial of Bamako ในวันนี้ คุณคือศิลปินรุ่นใหม่วัย 32 ปีที่มีฟอลโลว์เวอร์มากที่สุดคนหนึ่ง คุณคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เพราะในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก คุณสามารถสร้างผลงานได้มากมายขนาดนี้?

JULIEN CREUZET : "ผมว่าการเชื่อมโยงกับเวลานี่เป็นอะไรที่เป็นฝรั่งเศสอยู่มากนะ ถ้าเราดูแวดวงศิลปะในภูมิภาคอื่น อย่างอเมริกา แอฟริกาใต้ หรือเอเชีย เรื่องเวลาดูจะไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดถึงสักเท่าไหร่ ศิลปะเชื่อมโยงกับความจริงอีกด้านหนึ่งมากกว่า นั่นคือเป็นเรื่องของมืออาชีพที่ทำงานในสาขาที่เขาเลือกทำ การเชื่อมโยงเหตุผลโดยอิงจากการเป็น "ศิลปินรุ่นใหม่" หรือ "ศิลปินดาวรุ่ง" เป็นอะไรที่ฉาบฉวยและเสแสร้งในสายตาของผม สองอย่างที่ต้องอยู่ควบคู่กันไปคือการเป็นศิลปินและการทำงานเป็นศิลปิน (วิชวลอาร์ทิสต์, ประติมากร, วิดีโอกราเฟอร์) จากนั้นค่อยมาว่าเรื่องเก่งหรือไม่เก่ง เพราะทุกคนก็อยากจะสร้างวิธีการเล่าเรื่องของตัวเอง เราจึงไม่ค่อยจะไปสนใจเรื่องช่วงเวลาสักเท่าไหร่ สำหรับผมแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการรู้ว่าคนอื่นเข้าถึงวิธีและองค์ประกอบต่างๆ ในงานหรือเปล่า และพวกเขาตีความอย่างไร พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาและรูปแบบต่างๆของงานอย่างไรมากกว่า"

 

มีศิลปิน นักเขียนหรือหัวข้อที่คุณสนใจเป็นพิเศษมั้ย?

"เป็นคำถามที่ผมไม่ค่อยตอบนะที่จริง เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว หรือจริงๆแล้วจะเรียกว่าเป็นความลับก็คงได้ แต่ถ้าจะให้พูด ผมบอกได้แค่ว่าผมสนใจเรื่องดนตรีมาก นิทรรศการที่จัดที่ Palais de Tokyo เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจึงเป็นการเชิญเกรกอรี่ พรีวาต์ (Gregory Privat) นักเปียโนชื่อดังมาร่วมงานด้วย เขานำเสนอ "เกม" ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเพลงแจ๊ซ แต่ก็มีอย่างอื่นปนอยู่ด้วย อย่างอารมณ์ที่ลึกซึ้ง และวิธีในการดื่มด่ำกับดนตรีซึ่งก้าวข้ามผ่านการแบ่งประเภทของดนตรีไปแล้ว สำหรับผม การได้พบกับผลงานชิ้นนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ"

 วินาทีไหนที่คุณรู้ตัวว่าคุณอยากจะเป็นศิลปิน

"ในโลกของผมแล้วไม่มีวินาทีไหนเป็นพิเศษนะที่บอกแบบนั้น สิ่งที่บอกน่าจะเป็นการกระทำ อย่างเช่นการวาดภาพหรือการแกะสลักอะไรแบบนี้มากกว่า ซึ่งมันก็แปลว่ากิริยาท่าทางนี้มันสามารถกำหนดชัดไปเลย หรือจะลื่นไหลไปเรื่อยๆก็ได้ แต่ศิลปะการแสดงเป็นเรื่องของเวลาที่ผู้ชมใช้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถานการณ์หนึ่งๆ มันเป็นการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งในบริบทนี้อาจจะมีเสี้ยววินาทีที่เป็นจุดเปลี่ยนหรือ decisive moment ก็ได้ ในการสร้างงานของผม ผมว่าการหยุดเวลาคือส่วนหนึ่งของชีวิตนะ เป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย และชีวิตของผมก็เป็นเรื่องงานทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่สิ่งหนึ่งเกิดแล้วถึงมีอีกสิ่งหนึ่งตามมา มันคือสิ่งเดียวกันที่ถูกวางไว้ในที่ของตัวเองเพื่อให้วัดได้ เช่นเดียวกับในนิทรรศการแต่ละครั้ง หรือการแสดงแต่ละครั้ง หรือการเชิญแต่ละครั้งก็เป็นเวทีให้ผมสามารถนิยามและแสดงออกถึงสิ่งที่ผมสนใจ" 

 

 

คุณดูให้ความสำคัญกับชื่อของผลงานมาก คุณมีวิธีตั้งชื่อผลงานอย่างไร?

"ผมเขียนข้อความเพราะผมรู้สึกว่ามันจำเป็น และผมก็มองการเขียนว่าเป็นสื่ออย่างหนึ่ง เหมือนภาพถ่าย, เวอร์ชวล เรียลิตี้, ประติมากรรมและภาพเขียน สำหรับผมแล้ว ช่วงเวลาที่สำคัญคือชั่วขณะที่คำและประโยคถูกกำหนดขึ้น ผมไม่ใช้กระดาษและปากกา แต่จะเขียนบนสมาร์ทโฟนเลย หรือไม่ก็ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมก็มองสิ่งที่ได้ว่าเป็นอะไรที่บริสุทธิ์มากๆ ณ ชั่วขณะหนึ่ง ผมได้สร้างรูปแบบขึ้นมาใหม่ และผมก็มักจะพูดเสมอว่าผมพยายามจะทำให้ชั่วขณะต่างๆ นี้มาอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกันให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในประติมากรรมชิ้นหนึ่งอาจประกอบด้วยวลีและคำอีกมากมาย และองค์ประกอบเหล่านี้ก็สำคัญสำหรับผม และมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของหัวข้อหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้น การเขียนไม่ได้เป็นการลดรูปแบบให้กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา หรือจำกัดอยู่ในรูปแบบของประโยคที่กลั่นกรองออกมาแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีนำพางานไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งด้วย ดังนั้น ชื่องานประติมากรรมที่เป็นบทกวียาวหลายหน้าทำให้รูปแบบนี้สามารถอยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ชวนให้ตีความได้หลากหลายได้"

ผมมองนิทรรศการแต่ละครั้งว่าเป็นเหมือนจุดสำคัญในชีวิตนะ วันนี้ผมอาจจะอยู่บนจุดเล็กๆ จุดนี้ พรุ่งนี้ผมอาจจะไปอยู่อีกจุก็ได้ แต่ผมก็จะเดินตามทางของผมต่อไป และเราจะได้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป" - จูลิยง เครอเซต์ 

งานของคุณมักเต็มไปด้วยสัญญะมากมายที่คุณใส่ลงไป คุณไม่กลัวคนเข้าไปผิดไปบ้างเหรอ

"บ่อยครั้งครับที่ผู้ชมบอกผมว่าพวกเขาตีความออกไปอย่างไร ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขาคิดมักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมนำเสนอให้พวกเขาเห็นเสมอ การคิดใคร่ครวญคือผลลัพธ์จากการได้เจอกับชิ้นงาน เพราะรูปแบบที่ผมนำเสนอนั้นทำให้จินตนาการของพวกเขาทำงาน การพบเจอกันที่ชวนให้คิดมากที่สุดก็จะทิ้งร่องรอยที่เป็นประโยชน์มากที่สุดเช่นกัน และการพบเจอนั้นผมหมายถึงทั้งการพบเจอกับผู้คนบนถนน หรือการพบกับชิ้นงานในนิทรรศการ แต่มันก็เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาเหมือนกัน ดังนั้นผมเลยไม่สามารถจะนิยามคนๆหนึ่งได้จากการได้มองเขาเท่านั้น และแม้ว่าจะรู้สึกคุ้นเคยกับบางสิ่งบางอย่างอยู่บ้าง แต่บางอย่างนั้นก็คือ 'อย่างอื่น' ที่ท้ายสุดแล้วก็จะพ้นไปจากเรา รูปแบบของงานศิลปะก็ตั้งอยู่บนหลักการเดียวกัน ดังนั้นการตีความก็จะเปลี่ยนไปเสมอ"

 

โครงสร้างและมุมมองที่ทะลุปรุโปร่งของคุณดูจะทำให้เรื่องมันดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งขึ้นไปอีกในด้านภาษา

"ผมก็ว่างั้นครับ ลักษณะเฉพาะของนิทรรศการของผมคือรูปแบบหลายๆ อย่างจะอยู่ร่วมกันด้วยเจตนาที่แตกต่างกันไป นอกจากนั้น การสร้างสรรค์แบบข้ามสาขาซึ่งมีมากมายในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ก็เป็นการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงกันระหว่างกวีและจิตรกรทั้งนั้น มันอาจจะดูลึกซึ้งเพราะหลายๆครั้ง นักวิจารณ์ นักเขียนและผู้ชมมักจะใช้พื้นเพจากแคริบเบียนของผมเป็นจุดตั้งต้นในการพูดถึงการถูกกลืน ป่าโกงกาง หมู่เกาะ แต่ผมไม่คิดว่ามันมีแค่นั้นนะ ผมมองนิทรรศการหนึ่งเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่เกิดขึ้น แต่การนำเสนอรูปแบบ การคิดสร้างสเปซใหม่ รวมถึงวิธีในการกระตุ้นให้เกิดจินตนาการ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ลึกซึ้ง"

คุณเป็นทั้งศิลปินด้านทัศนศิลป์ วิดีโออาร์ทิสต์ ศิลปินด้านการแสดงและกวี คุณทำงานที่คาบเกี่ยวทั้งในด้านภาษา บทกวีและทำงานศิลปะพลาสติกไปพร้อมๆกันได้ยังไง? 
"มันเป็นเรื่องของจินตนาการ และการก่อให้เกิดเป็นปัจเจกบุคคลที่ผมเป็นอยู่ในทุกวันนี้ รวมถึงเรื่องราวที่ผมได้รับรู้ ความสัมพันธ์ของผมกับโลกใบนี้ และกับคนอื่นๆ ความสนใจของผม สิ่งที่ผมฟัง รวมถึงวิธีที่ผมจะช่วยหล่อเลี้ยงเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ มันเป็นเรื่องของดนตรี แต่ก็เป็นเรื่องภาพยนตร์และวรรณกรรมด้วย ทุกอย่างสำคัญมากครับ งานของผมก็เลยเป็นเหมือนการทดลองที่ต่อเนื่องกันไป ยิ่งผมไปข้างหน้ามากเท่าไหร่ ประสบการณ์ของการมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ก็ยิ่งน่าสนใจและควรค่าแก่การนำไปสร้างเป็นผลงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น"

ถ้าพื้นเพจากแถบแคริบเบียนไม่ได้มีผลต่อการสร้างงานของคุณ คุณอยากจะบอกอะไรกับผู้ชมที่ตีความงานของคุณว่าเป็นงานที่สะท้อนถึงยุคหลังอาณานิคมบ้าง? 

"ผมว่าผมผ่านความคิดแบบหลังยุคอาณานิคมแล้วด้วยซ้ำ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องดีนะ หนึ่งในคำถามสำคัญคือเราจะตระหนักถึงอดีตและเรื่องราวต่างๆ พร้อมกับใช้ชีวิตอยู่โดยไม่เอามือชี้หน้าคนอื่นได้ยังไง ผมจะอยู่และมีปฏิสัมพันธืกับคนอื่นๆ รอบๆตัวอย่างไร ผมจะเดินผ่านปลาซ เดอ ลา ครัวซ์-เดอ-ชาโวซ์ นั่งที่ Market Bar ปาร์ตี้ที่ร้านอาหาร ขึ้นรถเมล์สาย 127 แล้วถึงบ้าน... ทุกอย่างที่กล่าวมานี้คือสิ่งที่มีความหมายและอยู่ในความสนในของผม ผมว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆในทุกวันนี้คือ 'เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร' มากกว่า มันสำคัญจนต้องคิดใคร่ครวญให้ลึกซึ้งเลยนะ และสำหรับผมก็เป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าปัญหาเรื่องอัตลักษณ์เสียอีก เมื่อเราต้องแบ่งทรัพยากรทางธรรมชาติกันใช้ ทั้งน้ำ อาหาร แล้วเราจะอยู่กันยังไง ผมสนใจประเดินนี้มาก แต่ประเด็นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดในอดีตของผมด้วย อดีตที่ไม่ได้ห่างไกล และเป็นการคิดถึงอดีตในปัจจุบัน ความกังวลและการย้อนคิดอยู่ร่วมกันในเกมแห่งความสมดุลที่ซับซ้อนที่ผมจะพยายามจะใส่ใจ และผมก็พยายามจะแปลสิ่งเหล่านี้มาเป็นงานของผม" 

คุณระบุจุดเริ่มต้นของกระบวนการคิดในแต่ละโปรเจ็กต์อย่างไร?

"มันไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบครับ จุดเริ่มต้นคืองานขั้นใหม่ขั้นหนึ่งที่ถูกจำกัด ไม่ได้โดยผมนะ แต่โดยความเป็นจริงที่สะท้อนผ่านสเปซของนิทรรศการ ถ้าเป็นกรณีนี้มันก็มีจุดเริ่มต้นและจุดจบอยู่ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของผม ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามันมีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ ก็อาจจะเป็นเพราะรูปแบบที่เกิดขึ้นถูกแช่แข็งไว้ชั่วขณะ และเนื่องจากเราอาศัยอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการถอดรหัส ดังนั้นนิทรรศการในสถาบันก็ถูกถอดรหัสเช่นกัน คุณต้องคิดชื่อของนิทรรศการให้ได้ล่วงหน้าหกเดือน แล้วเตรียมตัว และดูเรื่องบประมาณด้วย ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นและจุดจบ แต่ก็ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นและจุดจบในลักษณะชั่วคราวของผม ซึ่งมันกินเวลานานกว่านั้นมาก ผมมองนิทรรศการแต่ละครั้งว่าเป็นเหมือนจุดสำคัญในชีวิตนะ วันนี้ผมอาจจะอยู่บนจุดเล็กๆ จุดนี้ พรุ่งนี้ผมอาจจะไปอยู่อีกจุก็ได้ แต่ผมก็จะเดินตามทางของผมต่อไป และเราจะได้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป"


- "Perrier Mint Lemon Rum", ฟลอรา มอสโกวิซี (Flora Moscovici), ชัญญา ชิวชตา (Jagna Ciuchta), เบซิล กอสน์ (Basil Ghosn) และศิลปินรับเชิญ, ตั้งแต่ 2 มิถุนายน - 29 กันยายน , ที่ Friche La Belle de Mai, มาร์เซย. ภัณฑารักษ์: เซดริก โอแรลล์และจูลิยง เครอเซต์   

-Julien Creuzet เป็นอาจารย์อยู่ที่ Faculty of Bard College (สหรัฐฯ)

 

/

related posts

Recommended posts for you