Audemars Piguet

Laurent Grasso, from reality to fiction

ลักษณะชั่วคราวดูจะปรากฏอยู่บ่อยครั้งในงานของโลรองต์ กราสโซ ศิลปินผู้สนใจสิ่งที่มองไม่เห็นคนนี้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อสำรวจภาพของความจริงที่อาจมีได้หลากหลาย เห็นได้จากงานชุดล่าสุดที่แสดงที่ Art Basel เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราได้พบกับเขาที่สตูดิโอที่ปารีส
Reading time 2 minutes

 

สัมภาษณ์โดย Yamina Benaï - ถ่ายภาพโดย Isaac Marley Morgan
 

THE ART OFFICIAL: คุณเรียนที่โบซาร์ตในปารีส คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับศิลปะที่สถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ที่มีศิลปินเป็นผู้สอน

LAURENT GRASSO: "ผมเลือกโบซาร์ตในปารีสเพราะที่นี่มีสองอย่างที่ผมสนใจ นั่นคือโปรแกรมแลกเปลี่ยนในต่างประเทศ และการที่ศิลปินที่ยังคงทำงานอยู่หลายคนอุทิศเวลามาสอนให้นักเรียนที่นี่ ซึ่งทำให้ผมได้พบปะพูดคุยกับเจ้าของผลงานที่คนชื่นชมในทุกๆ สัปดาห์ และงานของพวกเขาก็จัดแสดงในนิทรรศการในแกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ เรามองว่าการเรียนคือการเดินทางอย่างหนึ่ง สำหรับผมแล้ว ระยะเวลาในการเรียนที่ยาวนานถึงห้าปีก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการเดินทางไปเรื่อย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการค้นหาอย่างจริงจังถึงสโคปงานของผมเอง ผมยังคงให้ความสำคัญกับการสำรวจและมุมมองใหม่ๆ เช่นเดียวกับการหมั่นทดลองอยู่เสมอ และผมก็ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนถึงสองครั้งซึ่งก็มีประโยชน์มาก ครั้งแรกคือที่ Cooper Union School ในนิวยอร์ก ฮันส์ แฮ็กค์ (Hans Haacke) คือหนึ่งในอาจารย์ที่สอนอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนทุ่มเท แต่ก็ใจดี และสอนคอร์สที่ยากมาก เขาให้ผมช่วยเขียนรีวิวงานของนักเรียนแต่ละคนด้วย นอกจากนี้ ทริปนั้นยังทำให้ผมได้เข้าใจการทำงานของสังคมอเมริกัน วงการศิลปะในนิวยอร์ก ทั้งแกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และนับจากนั้น ผมก็ผูกพันกับนิวยอร์กมาโดยตลอด สำหรับศิลปินแล้ว การได้พบกับบริบทที่แตกต่างกับพบกับคนที่น่าสนใจจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์ ในตอนนั้นคือยี่สิบปีก่อน ซึ่งการรับรู้เรื่องศิลปะยังแตกต่างจากตอนนี้มาก มันอยู่ในช่วงของการพิชิตหรือการท้าทายที่จะไปยัง 'ที่อื่น' และการตระหนักได้ว่าไม่ควรคาดหวังทุกอย่างจากที่ที่เดียว หรือจากคนคนเดียว... มันไม่มีเรื่องปาฏิหาริย์เหมือนที่เราอยากจะให้มี แต่เป็นเรื่องของพารามิเตอร์ที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องของพลังงานที่ช่วยให้งานของศิลปินคนหนึ่งเริ่ม 'ถูกเห็น' ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็เริ่มอยู่ตัว

หลังจากนิวยอร์ก ไฮไลต์ต่อมาคือ Saint Martins School of Art ในลอนดอน การแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นช่วงเดียวกับช่วงที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองอย่างหนัก เพราะตระหนักได้ว่าพวกเราที่เป็นนักเรียนจะไม่ได้อะไรเลยถ้าเราไม่จัดการตัวเองให้ดี เราต้องจัดแสดงงาน และสนใจมองหาสเปซต่างๆ ที่เหมาะกับงานของเรา ตอนนั้นโรเรียนของเราในปารีสนี่ฮ็อตมาก ซึ่งก็มีเหตุผลอยู่ นั่นคือผู้อำนวยการของโรงเรียนที่ชื่ออัลเฟรด ปาเกอมองต์ (Alfred Pacquement ต่อมาได้ไปเป็นผู้อำนวยการของ MoMA) เป็นคนที่รู้จักโลกศิลปะดีมาก และเป็นคนที่ให้ความสำคัญเรื่องการเชิญศิลปินมาเป็นอาจารย์มาก เราก็เลยได้ประโยชน์ไป โดยได้ทำเวิร์กช็อปกับกาเบรียล โอร็อซโก (Gabriel Orozco), เอสเทอร์ ชาเลฟ-เกอรซ์ (Ester Shalev-Gerz) ซึ่งดูพัฒนาการของผมมาตั้งแต่แรก นอกจากนี้ผมยังได้ร่วมเวิร์กช็อปของปิแยร์ บูรากลิโอ (Pierre Buraglio), คริสติย็อง โบลทันสกี้ (Christian Boltanski), โทนี บราวน์ (Tony Brown) และฌ็อง-ลุค วิลมัธ (Jean-Luc Vilmouth) ด้วย ตอนนั้นเองที่พลังใหม่ๆ ได้เกิดขึ้น และเราก็หาที่จัดแสดงงานได้จนได้ งานนิทรรศการแรกของผมคือที่ Caisse des Dépôts et Consignations กับแอร์เว่ มิคาเอลอฟฟ์ (Hervé Mikaeloff) ที่พาผมเข้าสู่วงการศิลปินอาชีพ ที่ผมต้องตัดสินใจว่าจะโชว์งานไหน โชว์อย่างไร แล้วจะสื่อสารเกี่ยวกับงานนี้อย่างไร จากนั้น ตอนที่ผมเรียนจบ ผมได้ทำเวิร์กช็อปกับอ็องจ์ เลคเคีย (Ange Leccia) ที่ Palais de Tokyo เขาเป็นศิลปินที่สนใจและแสวงหาวิธีการส่งผ่านที่แพร่หลายแต่ก็เป็นส่วนตัวในเวลาเดียวกันหลังจากนั้น ในเวิร์กช็อปของผมเอง ผมได้ผู้ช่วยเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องการแลกเปลี่ยนเพื่อส่งผ่านและรับสารที่จะช่วยให้เรามีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลยิ่งขึ้น การพบเจอกับคนเหล่านี้สำคัญมาก เพราะพวกเขาจะช่วยปกป้องคุณและกระตุ้นให้คุณไปต่อ ดังนั้น กล่าวได้ว่าวิธีในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่ดีที่สุดคือการทำให้งานของพวกเขาถูกเห็นด้วยการจัดแสดงผลงานของพวกเขา" 

การตั้งคำถามก็มีความจริงอยู่บางส่วนหรือเปล่า

"คำถามที่ผมมีอยู่เสมอคือจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร และเราจะใช้วิธีไหนในการรวบรวมสิ่งต่างๆ มาสื่อสารต่อไปในฐานะศิลปิน รวมถึงการมีโอกาสในการคิดค้นการนำเสนอที่เป็นตัวของเราเอง ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการกลั่นกรองประเด็นต่างๆ ของช่วงเวลาหนึ่งๆ ทั้งในมุมของสุนทรียะ ทฤษฎี รวมถึงปรัชญา แต่เราต้องไม่สับสนกับปัญหาและไปตอบคำถามที่ตอนที่มันสายไปแล้ว คำถามที่มีจริงเป็นเหมือนคำถามเชิญปัญญาที่มีอยู่ตลอดที่ว่าด้วยการทำความเข้าใจพลังงานของตัวเอง และวางมันให้ถูกที่ถูกทาง ฟังดูอาจจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดนะ แต่การเป็นศิลปินไม่ได้เป็นแค่การแสดงออกถึงมุมมอง แต่ยังเป็นการช่วยขับเคลื่อนวงการศิลปะให้ไปข้างหน้า ให้เกิดการพบเจอกันของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ร่วมสมัยเดียวกัน ศิลปินได้พบกับทั้งประวัติศาสตร์และอนาคต และนำเสนอจุดยืนใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกันเพื่อที่จะตั้งคำถามต่อโลกใบนี้ " 

 

หลังจากโครงการศิลปินพำนักที่ Villa Medici (ปีค.ศ. 2004-2005) คุณได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Marcel Duchamp Prize ในปีค.ศ. 2008 ประสบการณ์ทั้งสองอย่างนี้มีผลต่ออาชีพและทิศทางการทำงานของคุณอย่างไรบ้าง

"Medici Villa เป็นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจมากๆ แต่ก็ซับซ้อนด้วยเช่นกัน เราต้องไปอยู่ที่นั่นเพื่อที่จะเข้าใจความซับซ้อนของสถานการณ์ของศิลปินพำนัก สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่อลังการและยิ่งใหญ่มากจนทำให้คนครั่นคร้าม แต่ก็เป็นสถานที่ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับคณะศิลปินจากศตวรรษที่ 21 ทุกวันนี้ ศิลปินไม่ได้ทำงานคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวในสตูดิโออีกต่อไป ศิลปินต้องการแรงสนับสนุน ทั้งในด้านการให้ไอเดีย การช่วยเรื่องโปรดักชั่น ไปจนถึงเครือข่าย ผมได้ประโยชน์จากโครงการนี้ในการทำโปรเจ็กต์อื่นๆ รวมถึงทำให้ผมได้เข้าไปในสถานที่ที่สำคัญบางแห่ง อย่างเช่นโรงภาพยนตร์ Cinecittà และบางจุดในนครรัฐวาติกันตอนที่มีคนเชิญให้ผมทำหนังสั้นเกี่ยวกับพิธีศพของสมเด็จพระสันตะปาปา ตอนนั้นผมเข้าใจแหละว่าวิลล่าแห่งนี้คือสถานที่ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์และเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ถ้ามองย้อนกลับไปดูโปรเจ็กต์ที่ผมได้มีโอกาสเป็นผู้นำ ผมก็ว่ามันก็ออกมาค่อนข้างดีนะ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้มันสำเร็จได้คือการทุ่มพลังไปกับการจัดการและการมีระเบียบวินัยในตนเอง นอกจากนี้ผมยังเห็นความเป็นโบซาร์ตในการทำงานที่เป็นเหมือนการเดินทางนี้ด้วย แต่ผมมักจะกังวลเวลามีเวลาเยอะเกินไป ทุกวันนี้ เวลาที่ต้องเดินทางไปทำงานยังที่ต่างๆ ผมชอบที่จะจัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้า เพราะระหว่างวางแผนนี้เองที่ผมสามารถกำหนดไอเดียลงไปได้ โรมเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมได้มาก แต่เราต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันผ่านโปรเจ็กต์ต่างๆ ไม่งั้นมันก็ไม่เวิร์กหรอกครับ ตอนที่ได้รางวัล Marcel-Duchamp นั้นเป็นช่วงเดียวกับที่ผมมีนิทรรศการส่วนตัวที่ Pompidou Center ซึ่งก็ยิ่งใหญ่มากนะถ้านับเรื่องความทะเยอทะยาน นิทรรศการของผมมีผู้ชมถึง 45,000 คน มันเป็นโปรเจ็กต์จริงๆ เป็นความท้าทายจริงๆ ที่ถูกจำกัดด้วยสเปซ" 

"ไอเดียที่ปรากฏตั้งแต่เริ่มทำงานแรกๆ ก็คือเส้นทางของเราไขว้กันไปมา แต่เราก็มีเส้นทางต่างกัน และสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวงานนั้นมีผลต่อผู้ชมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ในนิทรรศการต่างๆ ของผม ผมอยากจะบันทึกบรรยากาศทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวงานเท่านั้น แต่รวมถึงบริบทที่อยู่รอบๆ งานด้วย รวมถึงสิ่งเล็กๆน้อยๆ และทุกอย่างที่อาจมีผลต่อผู้ชมได้" -โลรองต์ กราสโซ

 

นิทรรศการของคุณหลายนิทรรศการเป็นเรื่องของโครงสร้างแบบเสมือนจริงหรือโครงสร้างที่ซับซ้อนเหมือนเขาวงกต ทำไมคุณถึงเลือกทำแบบนั้น

"สำหรับผมแล้ว นิทรรศการก็เป็นรูปแบบของความสำเร็จ และเป็นสื่อในตัวเอง การแสดงออกด้านศิลปะอาจไม่ได้ปรากฏอยู่ในรูปของสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเสียง โครงสร้าง บริบท ที่มาที่ไป รวมถึงสิ่งที่เกือบจะมองไม่เห็นด้วย ผมใช้เรื่องความทรงจำและผีที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ แต่ก็ใช้เรื่องคลื่นความถี่ แสงและการสั่นสะเทือนด้วย ไอเดียที่ปรากฏตั้งแต่เริ่มทำงานแรกๆ ก็คือเส้นทางของเราไขว้กันไปมา แต่เราก็มีเส้นทางต่างกัน และสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวงานนั้นมีผลต่อผู้ชมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ในนิทรรศการต่างๆ ของผม ผมอยากจะบันทึกบรรยากาศทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวงานเท่านั้น แต่รวมถึงบริบทที่อยู่รอบๆ งานด้วย รวมถึงสิ่งเล็กๆน้อยๆ และทุกอย่างที่อาจมีผลต่อผู้ชมได้ ในโปรเจ็กต์หลังๆของผม ผมใช้กล้องที่สามารถจับภาพช่วงคลื่นละเอียดสูง (hyperspectral camera) รวมถึงกล้องจับอุณหภูมิเพื่อถ่ายภาพยนตร์ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในออสเตรเลีย แนวคิดคือการระบุถึงเลเยอร์อื่นๆ ของความเป็นจริง รวมถึงพลังที่ลื่นไหลที่ตาเปล่าอาจมองไม่เห็น แต่ในยุคนี้เรามีอุปกรณ์ที่ช่วยให้เห็นได้ แนวคิดนี้ช่วยสร้างอุปมาที่น่าสนใจสำหรับทำงานศิลปะได้" 

 

 

คุณเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่ทำงานสเกลใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สาธารณะ (อย่างงาน Solar Wind ในปีค.ศ. 2016 งาน Convent of the Jacobins ในปีค.ศ. 2018 และ Institut de France ในปีค.ศ. 2019) คุณมีวิธีการอย่างไร และทำแล้วได้อะไรบ้าง

"ผมสนใจเรื่องพื้นที่สาธารณะตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับ ผมมักจะอยากสร้างงานอินสตอลเลชั่นสุดลึกลับที่เอาสถานะของวัตถุและสถานการณ์มาเจอกัน พื้นที่สาธารณะเป็นการตั้งคำถามถึงฉากของงาน และเป็นการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างงานและผู้ชมได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ เพราะผู้ชมไม่สามารถเตรียมตัวมาก่อนได้ว่าจะเจอกับอะไร หนึ่งในงานอินสตอลเลชั่นแรกๆ ในพื้นที่สาธารณะของผมคือ Saint-Germain course ในปีค.ศ. 2004 ที่ผมติดตั้งแฟลชที่แรงมากบนหลังคาของศาลาว่าการเมืองหลังที่หก ซึ่งแฟลชจะทำงานแบบสุ่มและทำให้กลางคืนสว่างเหมือนกลางวัน มันเป็นอะไรที่รบกวนชาวบ้านมากๆ แต่ก็ใช้เวลาสั้นพอที่คนจะไม่สามารถระบุได้ว่าแสงมาจากไหน หลังจากงานอินสตอลเลชั่นเฉพาะช่วงเวลาแบบนี้ก็จะเป็นโปรเจ็กต์ที่กินเวลามากขึ้น ช่วงเวลาชั่วคราวที่อาจกินเวลานานกว่านิทรรศการจะทำให้ผู้ชมมีเวลาครุ่นคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรม ซึ่งอาจจะกำลังสร้างอยู่หรือสร้างเสร็จแล้วก็ได้ เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ทำงานกับสถาปนิก มาร์ก บารานี (Marc Barani) ที่สถานที่ทางประวัติศาสตร์อย่าง Institut de France หรือสถาบันแห่งฝรั่งเศส ที่อยากจะพลิกโฉมตัวเองและเปิดประตูสู่โลกกว้างด้วยการทำงานกับสถาปนิกที่เคารพศิลปินและไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นงาน แต่เป็นการสร้างมุมมองใหม่ๆ ผมทำวัตถุออนิกซ์เรืองแสงขึ้นมา 12 ชิ้น แล้วก็ติดตั้งไว้ตามฟาซาดที่หันออกมาทางลานตรงกลาง วัตถุเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของสถาบันแห่งนี้ และเทพีมิเนอร์วาที่เป็นตัวแทนของความหลักแหลมและความรู้"

 

งานของคุณที่มีรูปแบบหลากหลายอาจสะท้อนถึงการค้นหารูปแบบบางอย่าง คุณช่วยอธิบายกระบวนการในการ 'สร้างสรรค์รูปแบบ' ของแนวคิดหน่อยได้มั้ย

"มันก็กลับไปกลับมาอยู่นะ ระหว่างงานตอนนี้ ทิศทางของงาน รวมถึงบริบทใหม่ของนิทรรศการ มันเป็นการค้นหาและการเดินทาง ซึ่งก็มักจะมีส่วนที่ต้องทำความเข้าใจหรือค้นหา และก็มีส่วนที่มีอยู่แล้วแต่เป็นการหาความเชื่อมโยงที่จะทำให้งานออกมาสำเร็จ มันก็เลยเป็นการผสมผสานระหว่างข้อจำกัด ระยะเวลา ความชอบส่วนตัวและบทสนทนากับคนอื่นๆ ที่อาจจะนำไปสู่ไอเดียใหม่ๆได้ สรุปแล้ว ผมเลยมักมองสตูดิโอของตัวเองว่าเป็นเครื่องจักรที่มีความคิด ซึ่งผมจะค่อยๆเพิ่มคนอื่นให้เข้ามามีส่วนร่วม พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ผลิตเท่านั้น แต่มีหน้าที่ค้นหาด้วย เป็นอะไรที่เสี่ยงมากอยู่เพราะเราพูดถึงประสิทธิภาพ แต่พูดถึงการศึกษาและทำความเข้าใจ ผมก็เลยจะโยนไอเดียเข้าไป (อาจเป็นชิ้นงานหรือนิทรรศการ) แล้วผมกับทีมก็ค่อยมาทำงานด้วยกัน"

งานของคุณมีเรื่องจิตสำนึกและจิตไร้สำนึก รวมถึงความจริงและความลวงอยู่มาก คุณมองโลกและความสัมพันธ์ของมนุษย์อย่างไรบ้าง

"ผมเป็นคนทำงานแบบมีหลักการ มีความเป็นวิทยาศาสตร์และมีเหตุมีผลนะ แต่ผมก็พยายามเปิดกว้างไปสู่มุมมองอื่นๆ เกี่ยวกับโลกใบนี้ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงพารามิเตอร์ทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลและเรื่องราวของสถานที่ สิ่งที่มองไม่เห็นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ถูกอำพรางอยู่ มันเป็นความอยากหรือจินตนาการของคนที่มีแบบแผนที่อยากจะวัดและเข้าใจทุกอย่างมากกว่า ไอเดียของโปรเจ็กต์ที่ผมทำที่ทำเนียบประธานาธิบดีที่เอลิเซ่ รวมถึงงานที่ทำที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอะบอริจินส์ ก็คือแนวคิดที่ว่าวันหนึ่ง เราสามารถวัดพลังที่ทำให้เรารู้สึกบางอย่าง มีอิทธิพลต่อเราหรือเปลี่ยนเราได้ งานของผมจึงเป็นการคิดถึงสมมติฐานหรือวิธีใหม่ๆในการมองโลกด้วยการใช้ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถวางตัวเองในมุมมองที่แตกต่างออกไปได้ เสรีภาพในการสร้างสรรค์เกิดขึ้นเมื่อเราไม่ถูกจำกัดอยู่ในบริบทใดบริบทเดียว และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมชอบเพิ่มประเภทของโปรเจ็กต์ด้วย ที่อาร์ตบาเซล มีการฉายภาพยนตร์ OttO ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงาน Unlimited ด้วย ซึ่งผมก็รู้สึกดีมากเพราะมันทำให้คนเห็นงานของผมเพิ่มขึ้นอีกเยอะ วิธีของผมคือการถ่ายภาพหิน ภูเขา และมนุษย์ และเล่นกับประเด็นเรื่องการไม่ใช่มนุษย์และการมีชีวิต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับศิลปินในยุคนี้ที่ต้องนำประเด็นเรื่องธรรมชาติและประเด็นอื่นๆที่เคยถูกละเลยมาปัดฝุ่นใหม่ มันเป็นงานที่กินเวลานาน และได้ไปโชว์หลายที่ ทั้งที่แปร์โรแต็ง อาร์ตบาเซล รวมถึง Biennial of Sydney และ Biennale of Havana ด้วย นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจคือความลวง แต่ผมก็เริ่มตั้งต้นจากความจริงก่อนเพราะผมว่ามันน่าสนใจว่าโลกเสมือนที่สร้างขึ้นจากจินตนาการล้วนๆนะ"

 

ผลงาน

• งานคอมมิชชั่นของ Institut de France : 23, Quai de Conti and 3, ถนน Mazarine, ปารีส งานอินสตอลเลชั่นถาวรที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

Art Basel - Unlimited, Sean Kelly Gallery / Perrotin, บาเซล, สวิตเซอร์แลนด์, 13-16 มิถุนายน

• Art Basel - นิทรรศการเดี่ยว, Perrotin stand , บาเซล, สวิตเซอร์แลนด์, 13-16 มิถุนายน

• Art Basel - คอร์สศิลปะ, Antikenmuseum, บาเซล, สวิตเซอร์แลนด์, 13-16 มิถุนายน

BienalSur - Way of Seeing รวมศิลปินที่ได้รับรางวัล Duchamp Prize, Muceo Nacional de Artes Decoratives, บัวโนส ไอเรส, อาร์เจนตินา, ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคมนี้ 

/

related posts

Recommended posts for you