Audemars Piguet

Travel on the planet Gordon

ดักกลาส กอร์ดอน เอ็นจอยกับอารมณ์ขันและการยั่วยุ ศิลปินคนนี้สร้างชื่อเสียงระดับโลกด้วยการคว้ารางวัล Turner Prize ตั้งแต่อายุ 30 ปี และผลงานของเขาก็มีพัฒนาการไม่หยุดยั้ง ล่าสุดนี้เราได้ไปเยี่ยมสตูดิโอของเขาที่เบอร์ลิน
Reading time 3 minutes

สัมภาษณ์โดย Yamina Benaï - ถ่ายภาพโดย Dennis Schoenberg
 

THE ART OFFICIAL: คุณเรียนที่ Glasglow School of Art ก่อนที่จะมาเทรนที่ Slade School of fine art ในลอนดอน ทั้งสองโรงเรียนได้ทำให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับประติมากรรม ภาพยนตร์และวิดีโอ คุณจะนิยามศิลปะของคุณว่าอย่างไร?

ดัลกลาส: "ผมไม่แน่ใจนะว่าผมมี "นิยาม" ของศิลปะให้คุณรึเปล่า คำๆ นี้ชวนให้ผมนึกถึงคำว่า "ชะตากรรม" หรือ "โชคชะตา" ซึ่งเป็นสองคำที่ผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ถ้ามองในฐานะนักคิดยุคโมเดิร์นแห่งศตวรรษที่ 21 น่ะนะ! ตอนผมอายุ 10 ขวบ ครูคนหนึ่งเขียนไว้ในสมุดพกของผมว่า "เราต้องพยายามกระตุ้นให้เขามีความคิดสร้างสรรค์ให้มากที่สุด" ผมคิดว่าพ่อแม่ผมก็ทำตามจริงๆ เมื่อมีโอกาสครั้งแรก พวกเขาก็กระตุ้นให้ผมทำงานศิลปะ และนั่นก็คือจุดที่กำหนดว่าชีวิตที่เหลือของผมจะเป็นอย่างไรต่อไป สี่สิบปีต่อมา ผมก็ยังมองหาโอกาสแบบนั้นอยู่นะ"

 

ในปีค.ศ. 1993 ตอนอายุ 26 ปี คุณได้นำเสนอผลงานที่โดดเด่นมาก นั่นคือ "24 Hour Psycho" ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพล็อตภาพยนตร์ของฮิตช์ค็อก ซึ่งคุณก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั่นกลับมาโลดแล่นใหม่ด้วยการเพิ่มระยะเวลาให้ยาวขึ้น ผลงานชิ้นนั้นมีผลต่องานต่อๆ มาของคุณอย่างไรบ้าง?

"ในปีหลังๆ ที่สาขาศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อมที่คณะวิจิตรศิลป์ที่กลาสโกว์ ผมกับเพื่อนๆ กลุ่มเล็กๆ เริ่มลองเข้าไปทำงานสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ดู มันเป็นการทดลองเกี่ยวกับระยะเวลาของการตั้งใจทำกิริยาบางอย่างซ้ำ โดยที่มีวัตถุมาเกี่ยวข้องน้อยที่สุดเท่าที่นำได้ ผลที่ออกมาก็เลยเป็นการทำท่าทางง่ายๆ ซ้ำๆ แล้วก็เปลี่ยนและแตกออกไปจนคล้ายๆจะเป็นภาพสโลว์โมชั่น แต่มันเป็นการแสดงสดต่อหน้าผู้ชม สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของผมตอนมองท่าทางเหล่านั้นมันเข้มข้นกว่าสิ่งที่ผู้ชมเห็นนะ เท่าที่ได้คุยกับผู้ชมหลังการแสดง เราทำงานกับการเคลื่อนไหวช้าๆ วัตถุที่เป็นไปอย่างช้าๆ กลิ่นที่ลอยออกมาช้าๆ ผมยังเคยลองทำให้เปลวไฟขยับช้าลงด้วย 
สำหรับศิลปินหนุ่มที่พยายามทำให้เปลวไฟขยับช้าลง มันก็เป็นเรื่องปกติที่จะอยู่ให้ห่างจากเปลวไฟ ปิดประตูและอยู่ในความมืดให้นานที่สุดเท่าที่จะป็นไปได้ เพื่อรอให้แสงไฟสว่างวาบขึ้นมา และอย่าลืมว่าผมโตมาในครอบครัวที่เชื่อและเคร่งศาสนามากด้วย..."

งานของคุณมีกลิ่นอายของภาพยนตร์และวรรณกรรมคลาสสิกอยู่มาก คุณมีนักประพันธ์หรือผู้กำกับคนไหนที่ชอบเป็นพิเศษมั้ย? 

สำหรับเด็กจากกลาสโกว์ อะไรก็ตามที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดถือเป็นพลังพิเศษทั้งนั้น ผมสนใจเรื่องแสงและภาพที่เคลื่อนไหวมาก่อนที่จะเข้าเรียนเรื่องศิลปะ หรือก่อนม.ปลายด้วยซ้ำ เรื่องที่ผมชอบก็มีทั้ง The king of kings, The Exorcist, The biggest story ever told, Carrie, The great Escape, Marnie, The birds, The Ten Commandments (ทั้งภาพยนตร์และบทในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล), The tunic, Kidnapped, Dr. Jekyll and Mr. Hyde, The red balloon, The raven (ทั้งภาพยนตร์และบทกวี) ส่วนเรื่องอื่นๆ จะกลับมาทีหลังตอนที่ผมคุยกับลูกสาวที่โต๊ะอาหาร คืนนี้ผมจะทานอาหารในความมืดกับเธอ! แรงบันดาลใจก็เป็นแค่ "ข้อชี้แนะ" ที่ปลอมตัวมา.... และชีวิตผมก็พร้อมต้อนรับการพรางตัวนี้เสมอ การบ่มเพาะสิที่มีผลกระทบมากกว่า และผมก็ชอบท้ิงความทรมานนี้ให้เป็นเรื่องของคนอื่น" 

การแสดงออกด้านศิลปะที่หลากหลายของคุณ (วิดีโอ, อินสตอลเลชั่น, ภาพถ่าย, ข้อความบนผนัง ฯลฯ) คุณชอบหยิบยืมภาพมาเติมในบริบทใหม่ในจักรวาลที่คุณสร้างขึ้น คุณจะนิยามภาษาทางศิลปะของคุณอย่างไร?

"ความฉลาดที่ประดิษฐ์และพรางตัวได้อย่างแนบเนียน ลองคิดถึงฐานข้อมูลเล็กๆ ที่บรรจุวัตถุดิบที่คุณไม่รู้จัก แล้วถูกทิ้งไว้กลางแดด อยู่ดีๆ หุ่นยนต์โบราณตัวหนึ่งก็มาค้นพบสิ่งนี้ แล้วมันก็ถูกซ่อมแซม และปรากฏว่ามันคือแมลงยักษ์ (เด็กอัจฉริยะ) ที่ถูกแช่แข็งไว้ที่อีกดาวหนึ่ง แล้วดันหลอมเหลวเป็นน้ำเร็วเกินไป

มันเหมือนว่าภาษาของผมไม่มีนิยามใดๆ มันถึงจุดที่ผมไม่สามารถเข้าใจระบบ "binary" ได้แล้ว เพราะคำๆ นี้มีตัว s สองตัวที่อยู่ใกล้กับตัว y สองตัวมากเกินไป ยิ่งใกล้ ผมก็ยิ่งหลงทาง"

 "สำหรับผมแล้ว เบอร์ลินคือเมืองที่มีความเป็นภาพยนตร์ หรือมีภาพฝันที่มหัศจรรย์เกินจินตนาการเสมอ" - ดักกลาส กอร์ดอน

ในปีค.ศ. 1996 ตอนคุณอายุ 30 ปี คุณได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Turner Prize ซึ่งก็เป็นครั้งแรกด้วยที่มีการให้รางวัลศิลปินวิดีโอ ในช่วงเวลาอันแสนบีบคั้น คุณสามารถดึงดูดความสนใจของคณะกรรมการตัดสินที่เป็นคนสำคัญจากทั่วโลกได้ ความสำเร็จในช่วงต้นๆ ของอาชีพคุณนี้มีผลต่อการทำงานศิลปะและชีวิตคุณอย่างไรบ้าง?

"อืม ถ้าคุณจะถามผมว่าความสำเร็จของผมมีผลต่อ "ชีวิตส่วนตัว" ของผมอย่างไรบ้าง ผมว่าคำตอบผมนี่เขียนบทความได้อีกหลายหน้าเลยล่ะ และมันก็น่าจะทำให้บทสัมภาษณ์สนุกขึ้นด้วย แต่คุณก็ไม่ได้ถาม เพราะงั้นก็แย่หน่อยนะ"

ทำไมคุณถึงเลือกมาตั้งเวิร์กช็อปทำงานที่เบอร์ลินล่ะ?

"ผมเคยอยู่เบอร์ลินมานานแล้ว น่าจะตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. 2000 อีก ซึ่งก็ต้องขอบคุณโครงการศิลปินพำนักของ DAAD ตอนนั้นผมอยู่ในลอนดอนและปารีส จนถึงในปีค.ศ. 1998 ผมก็ยังไม่เจอที่ไหนที่มีความลับดำมืดซ่อนอยู่ ที่ซึ่งมีผีซ่อนอยู่ในทุกมุมเมือง  สำหรับผมแล้ว เบอร์ลินคือเมืองที่มีความเป็นภาพยนตร์ หรือมีภาพฝันที่มหัศจรรย์เกินจินตนาการเสมอ ผมจากเบอร์ลินมาก่อนปีค.ศ. 2000 แต่ก็กลับมาเบอร์ลินเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แน่นอนว่าที่นี่เปลี่ยนไปเยอะ แต่ก็ยังมีเรื่องราวที่ทำให้คุณเซอร์ไพรส์ได้เสมอ เป็นวิธีปลุกให้ตื่นในแต่ละวันที่ดีมากเลยครับ" 

คุณจัดการนิทรรศการ "Hey Psycho!" ที่ว่าด้วยบทสนทนากับ Florian Süssmayr ที่ Venice Biennale อย่างไร?

"มันเป็นบทสนทนาของผู้ต้องสงสัยสองคนที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ในเรื่องเดียวกัน ถ้าคิดในมุมของการเล่นเกม เราอาจจะจำได้ว่าเราทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระหว่างประเทศเครือข่ายเดียวกัน นี่ควรเป็นฉากในภาพยนตร์ที่ควรจะชื่อว่า Unusual Suspects โดยมีภัณฑารักษ์ Wolfgang Scheppe เล่นเป็น Keyser Söze ส่วนฟลอเรียนกับผมก็ควรจะมีตัวตนอยู่ตราบเท่าที่เขาสามารถควบคุมเจ้าหน้าที่สอบสวนเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ว่าก็คือผู้ชมนั่นเอง มีอะไรจะถามอีกมั้ยครับ?" 

 

ฉันอยากจะได้โอกาสที่สองเพื่อถามคุณถึงอิทธิพลของรางวัล Turner Prize ต่ออาชีพของคุณค่ะ

"ผมให้โอกาสนั้นคุณก็ได้ จริงๆแล้วมันเป็นคำถามที่ผมมักจะหลีกเลี่ยงเพราะผมอายที่ครอบครัวมักจะแซวผมเรื่องนี้เสมอ เพราะชื่อรางวัลมันออกเสียงแปลกเหลือเกิน แต่รางวัลนี้ก็สำคัญมากในเรื่องสังคมและอาชีพ (ผู้ชนะรางวัลอื่นๆ มีตั้งแต่กิลเบิร์ต แอนด์ จอร์จ, ริชาร์ด ดีคอน, โทนี เครก, ลอง ริชาร์ด, อะนิช คาพัวร์, เรเชล ไวท์รี๊ด, เดเมียน เฮิร์ส, วูล์ฟแกง ทิลแมนส์ ฯลฯ) และที่สำคัญที่สุดมันสำคัญไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาให้รางวัลศิลปินที่ทำงานวิดีโอ แต่เป็นการให้รางวัลศิลปินที่ทำงานนอกลอนดอนต่างหาก ซึ่งหลังจากผมก็มีศิลปินคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำงานในลอนดอนได้รับรางวัลนี้เหมือนกัน สำหรับผมแล้ว ในฐานะศิลปินจากกลาสโกว์ เป็นศิลปินชาวสก็อตคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ผมรู้สึกว่าผมต้องออกจากอังกฤษเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ นอกจากจะเป็นการเปิดทางให้ศิลปินรุ่นใหม่แล้ว ยังเป็นการปิดประตู หน้าต่าง โกนหัวแล้วไว้เคราให้ยาว แล้วหายหน้าไปจากโลกศิลปะสักพัก ซึ่งจริงๆแล้วผมหายไปสักห้านาทีได้มั้ง!" 

 

นิทรรศการเดี่ยว:

-Douglas Gordon, Kamel Mennour Gallery, ปารีส, 7 มิถุนายน -  20 กรกฎาคม 
-Douglas Gordon, ARoS Kunstmuseum Aarhus, เดนมาร์ก, 7 กันยายน 2019- 16 กุมภาพันธ์  2020
-Feature Film, Tate Modern เซาธ์แบงค์, ลอนดอน, 27 เมษายน - กันยายน 
 

นิทรรศการกลุ่ม:

-Bauhaus und die Fotografie - zum neuen Sehen in the Gegenwartskunst, Museum fuer Fotografie, เบอร์ลิน, 11 เมษายน -25 สิงหาคม

-Bauhaus und die Fotografie - zum neuen Sehen in der Gegenwartskunst, Kunsthalle Darmstadt, 26 กันยายน 2019 - 5 มกราคม 2020

-Fire: Flashes to Ashes in British Art 1692-2019, RWA Bristol, บริสทอล, 15 มิถุนายน - 1  กันยายน 

-Fly me to the Moon. 50 Jahre Mondlandung, Kunsthaus Zurich, ซูริก, 5 เมษายน - 30 มิถุนายน

-Fly me to the Moon. 50 Jahre Mondlandung, Museum der Moderne Salzburg /Mönchsberg, 20 มิถุนายน -3 พฤศจิกายน

-Football and the Arab World, Arab World Institute, ปารีส, 10 เมษายน -21 กรกฎาคม 

-Hey Psycho! Arsenale Marinarezza / Institute for Politics and Representation, เวนิส, 8 พฤษภาคม - 24 พฤศจิกายน

-Talking Heads - Zeitgenössische Dialoge with Messerschmidt FX, 21er Haus Belvedere, เวียนนา, 8 มีนาคม -18 สิงหาคม

-Time Kills - Time-based art from the Julia Stoschek Collection, Avenida Paulista Sesc , เซา เปาโล, บราซิล, 23 มีนาคม - 16 มิถุนายน

/

related posts

Recommended posts for you