Beauty

INCLUSIVITY : Beauty Trend On Everyone Lips

การขยายความหลากหลายในวงการความงาม เทรนด์นี้แหละที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในตอนนี้
Reading time 20 seconds

ความเคล้ายคลึงที่บิวตี้เทรนด์กับแฟชั่นเทรนด์คือการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เก่าไปใหม่มาหรือเทรนด์เก่ากลับมาในรูปแบบที่ถูกตีความหรือประกอบด้วยวิธีการหรือกระบวนการใหม่ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยทั้งจากส่วนบุคคลเองและจากสังคมโดยรวม ซึ่งวันนี้ลอฟฟีเซียล บิวตี้ ก็อยากจะหยิบเอาเทรนด์ความงามที่กำลังเป็นที่พูดถึงและเกิดสร้างความตื่นตัวให่้กับวงการความงามมาตั้งแต่หนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และเทรนด์นั้นก็คือความครอบคลุม (Inclusivity) ซึ่งคือการขยายให้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บิวตี้นั้นเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นและสร้างความรู้สึกว่าเรื่องบิวตี้นั้นเป็นของทุกคนอย่างไม่มีข้อจำกัด

 

ในความเป็นจริงแล้วเทรนด์นี้นั้นก็มีมาให้ได้เห็นเรื่อยๆโดยเฉพาะใส่ส่วนของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่จะมีแยกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของผู้ชายออกมาอย่างเด่นชัดด้วยปัจจัยเรื่องผิวของผู้ชายที่มีความแตกต่างมากกว่าและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนผู้หญิง ซึ่งนี่ก็เป็นการขยายตัวออกมาก่อนกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามอื่นๆ และเทรนด์นี้ก็ได้รับอิทธิพลมาจากความเคลื่อไหวทางสังคมในเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์เช่นกัน แต่จุดประกายจริงๆที่ทำให้เทรนด์นี้เป็นที่สนใจในวงการความงามอย่างกว้างขว้างมากขึ้นก็คือเมื่อสองปีในการเปิดตัวแบรนด์ Fenty Beauty ของนักร้องสาวริฮันน่า ที่มากับผลิตภัณฑ์ตัวแรกอย่างรองพื้น Pro Filt'r Foundation ที่นอกจากคุณภาพที่ควบคุมโดยเจ้าของอย่างริฮัน่าเองยังมีจุดขายที่ทำให้ทุกคนต้องสนใจนั่นก็คือจำนวนของเฉดสีที่ปกติแล้วเราจะได้เห็นมากสุดก็เเค่เพียง 10 กว่าสีเท่านั้น แต่รองพื้นตัวนี้มีมาถึง 40 สี ใช่แล้วค่ะ คุณไม่ได้อ่านผิดไป ซึ่งจำนวนนี้นั้นมากกว่าจำนวนปกติมากถึงเท่าหนึ่งหรือสองเท่าตัวในบางแบรนด์เลยทีเดียว โดยริฮันน่าให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Time เอาไว้ว่าเธอก็ประสบปัญหาในเรื่องของรองพื้นไม่ตรงกับผิวอยู่บ่อยครั้ง และเธอคิดว่ามันสำคัญมากที่จจะทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์ และเธอตั้งใจจะทำให้รองพื้นและผลิตภัณฑ์อื่นๆในแบรนด์ของเธอนั้นเข้าได้กับทุกคนที่มีสีผิวที่แตกต่างกัน 

ซึ่งปรากฎการรณ์นี้นั้นสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการความงามทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้นแบรนด์อื่นๆก็ได้ปรับตัวอย่างที่เรียกได้ว่าไม่มีใครออกรองพื้นในเฉดสีที่น้อยอีกเลย พร้อมทั้งอีกสิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือการลองสีหรือที่หลายคนคงคุ้นหูกับคำว่า 'สวอช' ที่ในปัจจุบันหลายแบรนด์หันมาทำโดยใช้นางแบบหลากหลายโทนสีผิว ทั้งรองพื้น ลิปสติก อายแชโดว์ และอีกหลายผลิตภัณฑ์ความงาม

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เราได้เห็นกันจากเทรนด์นี้ก็คือการเพิ่มไลน์เครื่องสำอางของผู้ชายออกมาอย่างจริงจัง ซึ่งก็ชัดเจนกว่าในช่วงเวลาก่อนๆมากเพราะเราจะได้เห็นเครื่องสำอางของผู้ชายแค่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมการดูแลตัวเองของผู้ชายที่แพร่หลายอย่างประเทศเกาหลีใต้ แต่ด้วยความนิยมของเทรนด์การดูแลตัวเองของผู้ชาย (Men Grooming) นั้นมากขึ้นทำให้การแต่งหน้าของผู้ชายกำลังค่อยๆกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งแบรนด์แถวหน้าระดับโลกก็ได้จับเทรนด์นี้มาใช้แล้วปล่อยผลิตภัณฑ์ในไลน์ Boy de Chanel ออกมาซึ่งประกอบไปด้วย 3 ผลิตภัณฑ์อย่างรองพื้น ดินสอเขียนคิ้ว และลิปบาล์ม ที่ทำขึ้นมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ และมีแผนที่จะต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆต่อไปอีกด้วย

จากเทรนด์นี้เราคงได้เห็นถึงการพัฒนาของวงการความงามในการเข้าถึงและเชื่อมต่อกันได้อย่างมากขึ้น เช่นเดียวกับไอเดียที่ว่าความสวยงามนั้นไม่มีขีดจำกัด และกฏข้อบังคับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครคุณก็สามารถสร้างความงามได้ในรูปแบบของตัวเองอย่างไม่ต้องสนใจใคร และเราเชื่อว่าเทรนด์ Inclusivity ในโลกของความงามนั้นจะถูกต่อยอดไปอีกในหลายแง่มุมและเป็นตัวจุดประกายพัฒนาการที่จะขับเคลื่อนวงการความงามให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างดีในอนาคตอย่างแน่นอน

Photos courtesy of Lina Hanson, Iman Cosmetics, Wet N Wild,Too Faced, Fenty Beauty, Beautyblender,Marc Jacob Beauty, Chanel 

related posts

Recommended posts for you