Beauty

THE ALCHEMIST’S GARDEN

ดำดิ่งสู่โลกแห่งกลิ่นหอมจาก The Alchemist’s Garden คอลเลกชั่นน้ำหอมไลน์ลักชัวรีที่จะพาหนุ่มสาวกุชชี่โลดแล่นไปกับจินตนาการจากห้องทดลองเล่นแร่แปรธาตุ
Reading time 35 seconds

"หากกลิ่นหอมนั้นเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างไม่อาจแยกจากกันได้  น้ำหอมจึงเปรียบเสมือนวิถีแห่งการขีดนับประสบการณ์ซึ่งเชื่อมต่อกับความทรงจำและจิตใต้สำนึก" จากแนวคิดดังกล่าวได้นำพาให้ อเลสซานโดร มิเคเล จินตนาการถึงห้องทดลองเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อรังสรรค์กลิ่นหอมจากความรู้สึกที่เก็บงำพลังอำนาจแห่งจินตนาการในโลกแห่งความเป็นจริงขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็นที่มาของคอนเซปต์  The Alchemist’s Garden คอลเลกชั่นน้ำหอมในไลน์ Luxury Collection ที่ประกอบด้วย eaux de parfum 7 กลิ่น, น้ำมันหอม 4 กลิ่น, acque profumate 3 กลิ่น, และเทียนหอม 1 กลิ่น 

โดยได้ อัลแบร์โต โมริยาส สุคนธกรมากฝีมือ มาร่วมเติมเต็มจินตนาการของ อเลสซานโดร มิเคเล ในการปรุงกลิ่นหอมแสนพิเศษ ซึ่งใช้พรรณพืชและดอกไม้จากธรรมชาติมาเลเยอร์กับโมเลกุลสมัยใหม่ ซึ่งเกิดจากการขยายความให้โดดเด่นผ่านการปรุงกลิ่นไม้กฤษณา อำพัน ดอกไวโอเล็ต ดอกไอริส มิโมซ่า ดอกกุหลาบ และกลิ่นวู้ดเข้าด้วยกัน 

 

 

 

“น้ำมันหอมและ acque profumate นั้นประกาศความเป็นตัวตนเฉพาะตัวออกมา ซึ่งคุณสามารถปรุงแต่งกลิ่นอันเป็นที่รักของคุณด้วยน้ำมันหรือฟลอรัล วอเตอร์​ (น้ำที่สกัดจากการกลั่นน้ำมันหอมระเหย) เพื่อสร้างกลิ่นที่เปี่ยมเอกลักษณ์ขึ้นมาได้ น้ำมันและฟลอรัล วอเตอร์แต่ละตัวในคอลเลกชั่นนี้สามารถเลเยอร์กับ eaux de parfum แต่ละกลิ่นได้ เพียงลองเล่นสนุกกับกลิ่นต่างๆ เพื่อหากลิ่นโปรดของคุณแบบเดียวกับที่นักเล่นแร่แปรธาตุจะลองทำเพื่อหาสูตรเฉพาะที่จะเปลี่ยนตะกั่วให้เป็นทองนั่นเอง”

- อัลแบร์โต โมริยาส - 

A Song for the Rose: Rose

ชื่อของน้ำหอมกลิ่นนี้เชื่อมโยงกับกลิ่นของตัวมันเองในฐานะตัวแทนความเป็นหญิงสาวอย่างเต็มเปี่ยม นำเสนอดอกกุหลาบว่าเป็นราชินีตลอดกาล และสะท้อนศาสตร์แห่งการเล่นแร่แปรธาตุผ่านการสกัดน้ำมันหอมกลิ่นต่างๆ ขึ้นมาใหม่อันเป็นการปลุกชีพให้กลิ่นหอมเหล่านั้นเหนือระดับขึ้น กลิ่นกุหลาบนั้นถูกผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมหวานของมัสก์และกลิ่นวู้ดที่หอมแรงเพื่อสร้างมิติใหม่และท่วงทำนองแห่งนาสิกสัมผัส

 

The Voice of the Snake: Oud

น้ำหอมกลิ่นนี้ได้รับการตั้งชื่อตามการเคลื่อนไหวของงูผ่านผืนป่าและถูกปรุงขึ้นด้วยกลิ่นไม้กฤษณาอันมีค่าและลึกลับ ไม้กฤษณานี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์ ซึ่งกลิ่นอันยั่วยวนและเร้าอารมณ์อันแสนพิเศษของมันจัดว่ามีมูลค่าสูงทีเดียว ลองจินตนาการดูว่ามีงูซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางใบพิมเสนแห้งบนพื้นดิน โดยที่เกล็ดซึ่งดูเหมือนแผ่นหนังของมันนั้นค่อยๆ ทิ้งรอยทางสีเหลืองอมส้มจางๆ แบบหญ้าฝรั่นไว้ในทุกที่ที่มันเลื้อยผ่านไป งูนั้นเลื้อยผ่านแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านต้นกฤษณา กลิ่นนี้จึงลุ่มลึก เข้มข้น และมีอำนาจราวกับจะสะกดทุกคนได้เช่นเดียวกับเสียงของอสรพิษนั่นเอง

 

The Eyes of The Tiger: Amber

ในประเทศจีน อำพันถือว่าเป็น “จิตวิญญาณของเสือ” ซึ่งเดินทางเข้ามาสู่โลกก่อนจะกลายเป็นศิลา นี่จึงเป็นการจินตนาการถึงการเดินทางสู่จิตวิญญาณของเสือ โดยมีกำยานและถั่วทองกาเจือกลิ่นเข้มของวานิลลาทำหน้าที่ถ่ายทอดสายตาการจ้องมองของเสือ ปิดท้ายด้วยความหอมหวานของยางไม้จากต้น Ciste ซึ่งเป็นตัวแทนของแง่มุมที่ตรงกันข้ามกันของเสือ อันได้แก่ ความอันตรายและความอ่อนไหวกับความว่องไวและความอดทน

 

The Virgin Violet: Violet

ดอกไวโอเล็ตถือว่าเป็นดอกไม้แห่งความอ่อนน้อมถ่อมตัวเพราะมันซ่อนดอกงามภายใต้ใบรูปหัวใจ ในการปรุงกลิ่น The Virgin Violet นี้ มีการจินตนาการถึงหงส์ขึ้น โดยหงส์อันละเอียดอ่อนและสง่างามปกคลุมไปด้วยขนนุ่มสีขาวนั้นถูกตีความออกมาเป็นส่วนผสมของมัสก์ ใบไวโอเล็ต และกลีบดอกไอริส ความบริสุทธิ์ของมันถูกขับเน้นให้ละเมียดละไมด้วยบุคลิกอันลุ่มลึกซึ่งถ่ายทอดออกมาในยามที่หงส์สยายปีกเพื่อเผยกลิ่นวานิลลาอันหอมหวานออกมานั่นเอง

The Last Day of Summer: Woods

จินตนาการถึงการเดินทางข้ามผืนแผ่นดินแล้วสัมผัสได้ถึงสายลมแห่งผืนป่าในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงระหว่างที่เดินอยู่ในป่าซีดาร์วู้ดและป่าสนไซเปรส พลันได้เห็นใบไม้ใบแรกร่วงหล่นลงมา แว่วเสียงฝีเท้าเดินผ่านไปพร้อมมีกลิ่นนัทเม็ก, กลิ่นวู้ดอันทรงพลังและกลิ่นที่ได้จากพิมเสนกับหญ้าแฝก และในความเงียบนี้ ไก่ฟ้าผู้เป็นเจ้าของขนอันงดงามก็บินข้ามทิวไม้และหายไปเหนือยอดไม้ในจินตนาการกลิ่น The Last Day of Summer นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากจินตนาการของอเลสซานโดร มิเคเลเกี่ยวกับช่วงเวลาในการเดินเข้าป่าในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง สะท้อนถึงความรู้สึกหวนไห้ในช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนที่มาบรรจบกับฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน อันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตและธรรมชาติ
 

Tears of Iris: Iris

นี่คือการตีความดอกไอริสอันสูงส่งและเลอค่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีปัญญาและความหาญกล้า ไอริสเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่เก่าแก่ที่สุดในศาสตร์แห่งการปรุงน้ำหอมและถูกใช้บ่อยครั้งในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สำหรับกลิ่น Tears of Iris นั้น มีการวาดภาพถึงนกฮูกผู้สูงส่งกลางป่าแซนดัลวู้ดในค่ำคืนที่ผืนฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม โดยมีกลิ่นมัสก์และเมล็ดโกฐสอ (Angelica seeds) มาช่วยเติมความลุ่มลึกและเร้าอารมณ์ให้กับกลิ่นหอมนี้ นกฮูกเฝ้ามองผืนป่าด้วยดวงตากลมโตที่สุกสกาวและเปล่งประกายในความมืดทำให้เราหวนนึกถึงดอกไอริส

 

Winter’s Spring: Mimosa

มิโมซ่านำมาซึ่งการมองโลกในแง่บวกและความเบิกบานใจในช่วงปลายฤดูหนาว ดอกไม้กลีบแน่นแต่ก็ยังบางเบานั้นคือสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้ว กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกถึงพลังงานและแสงสว่างได้อย่างฉับพลันด้วยกลิ่นพริกไทยและมัสก์ที่ถ่ายทอดความสดใสออกมาได้ในทันที

Gucci The Alchemist’s Garden: Campaign film

related posts

Recommended posts for you