Culture

One-of-a-kind Luxury with Hutton Wilkinson

ฮัตตัน วิลคินสัน ราชาแห่งสไตล์แม็กซิมัลลิสต์แบบอเมริกัน พูดถึงการร่วมงานกับแสนสิริในการสร้างสรรค์ที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่มีหนึ่งเดียวในโลก
Reading time 9 seconds

การคอลลาบอเรชั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการลักชัวรี่ แต่สำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์แล้ว เราไม่ค่อยได้เห็นโมเดลนี้บ่อยนัก แต่นี่ก็คือกลยุทธ์ล่าสุดของแสนสิริในการสร้างสรรค์ Sansiri Luxury Collection หรือที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยการเชิญดีไซเนอร์ระดับโลกมาร่วมสร้างสรรค์ โดยมีทั้งฟิลิปป์ สตาร์ก, ลอเรนโซ คาสติลโญ, เกิร์ต วอร์จานส์, แมรี ฟอกซ์ ลินตัน และฮัตตัน วิลคินสัน ซึ่งคนสุดท้ายนี้ลอฟฟีเซียลได้มีโอกาสพูดคุยด้วยเมื่อไม่นานมานี้  

หากคุณยังไม่รู้จัก ฮัตตัน วิลคินสัน คือดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งงานสไตล์แม็กซิมัลลิสต์จากทางฝั่งอเมริกา ถ้ายังนึกไม่ออกอีก ลองย้อนกลับไปดูแคมเปญโฆษณาของกุชชี่ที่มีทอม ฮิดเดิลสตันดูสิ เพราะแคมเปญนั้นถ่ายที่บ้านซึ่งกลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาหลังจากที่โทนี ดูแก็ตต์ ผู้เป็นเมนเทอร์และเจ้าของบ้านคนเก่าได้จากโลกนี้ไป พร้อมยกบริษัทโทนี ดูแก็ตต์ให้เขาดูแลต่อด้วย

ฮัตตันเกิดและเติบโตในแคลิฟอร์เนีย แม้คุณปู่และคุณพ่อจะเป็นสถาปนิก แต่เขากลับเลือกเส้นทางที่แตกต่าง โดยเริ่มจากการทำงานกับโทนี ดูแก็ตต์ที่เป็นทั้งอินทีเรียร์ดีไซเนอร์และนักออกแบบคอสตูมและจิวเวลรี่ “ผมก็เคยคิดนะว่างานออกแบบจิวเวลรี่คือแฟชั่น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องศิลปะการตกแต่งมากกว่า ผมเชื่อในความสวยงามของชีวิตที่ประดับด้วยจิวเวลรี่นะ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเลือกใช้โทนสีของอัญมณีต่างๆ อย่างซิทริน เพอริโดต์ มาลาไคต์ รวมถึงเงินและทอง แชนเดอเลียร์ก็เหมือนจิวเวลรี่ครับ” เขาพูดถึงชั้น 41 ทั้งฟลอร์ของเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ที่เขากำลังออกแบบให้กับแสนสิริ “ผมมองว่าคำว่าลักชัวรี่คือสิ่งที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ไหนในโลก และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำที่เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ เราจะมีรายละเอียดต่างๆ ที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือ ทั้งผนัง รวมถึงเทคนิคและการอินสตอลต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งช่างฝีมือของไทยและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ซึ่งเราจะเน้นงานในส่วนนี้เป็นพิเศษเพราะต้องการให้โปรเจ็กต์นี้มีความเป็นเวิลด์คลาสครับ” 

แม้จะเป็นดีไซเนอร์ที่คุ้นเคยกับเมืองไทยดี ด้วยว่างานส่วนหนึ่งของเขาคือการออกแบบลายผ้าให้จิม ทอมป์สัน ฮัตตันกล่าวว่าเขาตื่นเต้นกับโปรเจ็กต์นี้มาก “ผมมากรุงเทพฯ ครั้งแรกตั้งแต่ปีค.ศ. 1972 และในที่สุดก็มีโอกาสนี้สักที! ผมว่าตัวเองโชคดีมากเลยที่ได้รับโอกาสนี้ และเอเชียเป็นภูมิภาคที่แตกต่างจากที่อื่นๆ ตรงที่คุณมีทั้งทักษะความสามารถ มีวัสดุพร้อม และพวกคุณมีความปรารถนาในสิ่งที่พิเศษจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากครับ ที่อเมริกา ทุกอย่างเริ่มดูเหมือนกันไปหมด ความปัจเจกนี่แทบจะไม่มีแล้ว แต่ที่นี่คุณสามารถแสดงออกถึงตัวตนและมีชีวิตดีๆ แล้วทำให้ทุกอย่างพิเศษขึ้นมาได้” เขากล่าว “ผมสนุกกับโปรเจ็กต์นี้มาก น่าจะเรียกได้ว่าสนุกที่สุดเท่าที่เคยทำมา และผมก็อยากจะเพิ่มนู่นนี่เข้าไปอีก คุณอู้เองพอได้เห็นสเก็ตช์แล้วก็บอกว่าต้องมากกว่านี้อีก ลักชัวรี่กว่านี้ เพิ่มเลเยอร์มากกว่านี้ วัสดุต้องหรูกว่านี้ และเรื่องพวกนี้ คุณไม่สามารถใส่รายละเอียดลงไปในกระดาษได้ ต้องลงมือทำจริงๆ แล้วทุกอย่างจะตามมา เรื่องดีๆ ก็คือผมกับคุณอู้มีวิสัยทัศน์คล้ายกัน และเราคุยกันได้ ผมชอบฟีดแบ็ก นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราทำงานด้วยกัน สองหรือสามไอเดียย่อมดีกว่าไอเดียเดียวอยู่แล้ว และผมก็เป็นคนเปิดกว้างมาก ผมน่ะหมกมุ่นกับโปรเจ็กต์นี้มากเลย อยากให้สำเร็จออกมาให้เห็นเร็วๆ แล้วผมก็เป็นพวกไม่อดทนซะด้วยสิ แต่ก็คาดว่าน่าจะเสร็จสมบูรณ์ต้นปีหน้าครับ”

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ระดับโลก แต่ฮัตตัน วิลคินสันก็ทำงานแบบวันแมนโชว์มาตลอด “ผมไม่มีลูกน้องนะ ตัวคนเดียวมาตลอด มาริโอ บูอัตตาซึ่งเป็นอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงมากก็ไม่มีลูกน้องเหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องมาให้เห็นและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานจริงๆ เชื่อไหมว่าในหัวผม ผมอยู่ในห้องที่เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อนะ ผมรู้ว่าอยู่ที่นี่ ผมจะแต่งตัวแบบไหน จะนั่งตรงไหน และจะทำอะไร ถ้าปาร์ตี้จะรับแขกยังไงดี คุณต้องใช้ชีวิตอยู่ในนั้นให้ได้ มีหลายครั้งที่สถาปนิกออกแบบบ้านแต่ไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย และบ่อยครั้งที่ผมถูกเชิญไปให้ช่วยแก้ปัญหา ผมก็ถามกลับไปว่าแล้วถ้าคุณเป็นเจ้าของบ้าน ใส่ชุดชีฟองเดินลงบันไดมา คุณจะรับแขกตรงไหน กลายเป็นว่าเขาถามกลับมาว่าแขกอะไร มีแขกด้วยเหรอ เราก็ต้องช่วยจัดการครับ ทำให้บ้านเป็นบ้านที่อาศัยอยู่ได้จริงๆ” ฮัตตันกล่าวปิดท้ายอย่างอารมณ์ดี

/

related posts

Recommended posts for you