Culture

Royal Coronation

“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” บันทึกความทรงจำครั้งประวัติศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์
Reading time 1 minutes
“...ตามราชประเพณีในสยามประเทศนี้ ถือเปนตำรามาแต่โบราณว่า พระมหากระษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพ ต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก่อน จึงจะเปนพระราชาธิบดีโดยสมบรูณ์ ถ้ายังมิได้ทำพระราชาพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ตราบใด ถึงจะได้ทรงรับรัชทายาทเมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ก็เสด็จอยู่เพียง ณ ที่พักแห่งหนึ่ง พระนามที่ขานก็คงใช้พระนามเดิม เปนแต่ เพิ่มคำว่า ‘ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน’ เข้าข้างท้ายพระนาม แลคำรับสั่งก็ยังไม่ใช้พระราชโองการ จนกว่าจะได้สรงมรุธาภิเษก ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึก พระบรมราชนามาภิธัยกับทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์จากพระมหาราชครูพราหมณ์ ผู้ทำพิธีราชาภิเษกแล้ว จึงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร ครอบครองสิริราชสมบัติสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศแห่งพระราชามหากระษัตริย์แต่นั้นไป...”

จากใจความตอนหนึ่งในจดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชนิพนธ์ สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเห็นได้ว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นโบราณราชประเพณีอันสำคัญยิ่งดังปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย แต่ที่มีการบันทึกรายละเอียดของพระราชพิธีได้ชัดเจนที่สุดคือพระราชพิธีราชาภิเษกสมัยอยุธยาตอนปลายในสมัยราชวงศ์บ้านพลูกหลวง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่ตกทอดมาสู่รัชสมัยใหม่แห่งรัตนโกสินทร์ จากนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนบูรณาการคติธรรมเนียมแห่งราชสำนักสยามอีกครั้งเพื่อประกาศอารยะไปสู่สากล นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา  

สยามและราชสำนักอังกฤษ

แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเป็นกษัตริย์ไทยที่ไม่เคยเสด็จประพาสยุโรป แต่พระองค์ทรงเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ อีกทั้งยังทรงทราบข่าวคราวต่างๆ ของฝากฝั่งยุโรปมาโดยตลอด โดยเฉพาะธรรมเนียมปฏิบัติในราชสำนักอังกฤษเมื่อคราวที่สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียทรงเข้ารับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในเดือนมิถุนายน  พ.ศ.2381 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ซึ่งนั่นนับเป็นเวลา 13 ปีก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ 

ในช่วงเวลานั้นเองที่วัฒนธรรมยุโรปถูกเรียกว่า “วัฒนธรรมสากล” และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบูรณาการเอาคตินิยมและขนบราชประเพณีของราชสำนักอังกฤษเข้ามาใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์ พร้อมกับเชิญหมอบรัดเลย์เข้ามาบันทึกเหตุการณ์และแปลเป็นภาษาอังกฤษเผยแพร่ไปสู่ซีกโลกตะวันตก นั่นเท่ากับเป็นการประกาศให้เจ้าอาณานิคมตะวันตกในยุคนั้นได้เห็นว่าสยามเป็นประเทศที่มีอารยะและมีความก้าวหน้าเพียงใด

สำหรับคติธรรมเนียมแรกที่พระองค์ทรงปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยคือการสร้าง พระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นการถาวรขึ้นในพระที่นั่งไพศาลทักษิณและใช้สืบมาจนในรัชกาลปัจจุบัน เปรียได้กับ “พระเก้าอี้บรมราชาภิเษก” หรือ The Coronation Chair ของทางอังกฤษที่ใช้เป็นพระราชบัลลังก์สำหรับการบรมราชาภิเษกมานานกว่า 700 ปี

พระที่นั่งภัทรบิฐเป็นพระเก้าอี้ทรงกงแบบจีนทำจากไม้ มีลักษณะพนักโค้งเป็นรูปเกือกม้า อีกทั้งยังเป็นเก้าอี้ที่ใช้เฉพาะราชวงศ์และชนชั้นสูงของจีนดังปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง โดยพระเก้าอี้ทรงกงนี้เป็นเครื่องราชูปโภคที่ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) นำมาถวาย และมีการตกแต่งเพิ่มเติมให้มีลักษณะเป็นพระราชบัลลังก์ ซึ่งซ่อนความงดงามของงานประณีตศิลป์ชั้นสูงที่เรียกว่า ถมตะทอง แห่งเมืองนครศรีธรรมราชเอาไว้สอดคล้องกับทางราชวงศ์อังกฤษที่มีการตกแต่งพระเก้าอี้บรมราชาภิเษกด้วยงานเครื่องถมชั้นสูงเช่นกัน

นอกจากการสร้างพระเก้าอี้บรมราชาภิเษกขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงแก้ไขธรรมเนียมการรับ พระมหาพิชัยมงกุฏ หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้งห้าซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชา ทั้งนี้ในธรรมเนียมเดิมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานั้น เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฏแล้วจะทรงวางไว้บนพานข้างพระที่นั่งภัทรบิฐ แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฏ แล้วสวมลงบนพระเศียรเช่นเดียวกับขั้นตอนของราชสำนักอังกฤษ และนั่นจึงทำให้มีการประดับยอดของ พระมหาพิชัยมงกุฏ เสียใหม่ด้วยเพชรเม็ดงามขนาด 40 กะรัตจากเมืองกัลกัตตา อินเดีย นัยแต่นั้นจนถึงราชการปัจจุบันการสวมพระมหามงกุฏจึงกลายเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด และเป็นของสิ่งแรกในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่กษัตริย์จะต้องทรงรับ

ไม่เพียงเท่านั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงสร้างพระธำมรงค์ขึ้นอีก 2 วงศ์สำหรับเป็นเครื่องราชูปโภค ได้แก่ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา และ พระธำมรงค์รัตนวราวุธ ซึ่งในธรรมเนียมของอังกฤษ ราชวงศ์ต้องสวมแหวน (The wedding ring of England) เช่นกัน สื่อความหมายถึงความผูกพันธ์กับแผ่นดิน 

ครั้งแรกกับการเชิญราชวงศ์จากต่างประเทศเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น 2 ครั้ง คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร ใน พ.ศ. 2453 เป็นการจัดงานโดยย่อ เนื่องจากจัดขึ้นหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตได้ไม่นาน ต่อมาคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช จัดขึ้นใน พ.ศ. 2454 โดยทรงโปรดให้มีการจัดงานอย่างครบถ้วนตามโบราณราชประเพณี และนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติสยามที่ได้มีการเชิญพระประมุข ทูตานุทูต ราชวงศ์ ผู้แทนจากรัฐบาลจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากชาติตะวันตกเข้าร่วมในพระราชพิธี  อาทิ ฝรั่งเศส และอเมริกา 

สำหรับหลักฐานชิ้นสำคัญที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในครั้งนี้ก็คือ ภาพร่างของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานของศิลปินชาวอิตาลี กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) ผู้ออกแบบงานจิตรกรรมใต้หลังคาโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคม 

แบบร่างของกาลิเลโอ คินี นั้น เพิ่งถูกค้นพบในคลังของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครได้ไม่นาน โดยในภาพร่างปรากฏภาพบุคคลจริงในประวัติศาสตร์คือทูตานุทูต ราชวงศ์ ผู้แทนจากรัฐบาลจากต่างประเทศ ขณะกำลังเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะเสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งช่วงเวลาที่พระมหากษัตริย์ปรากฏตัวให้เหล่าราชวงศ์ ข้าราชบริพารได้เห็นเป็นครั้งแรก ณ มุขเด็จ นี้ยังมีความหมายเป็นนัยยะถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินอย่างสมบูรณ์ 

ทั้งนี้ปรากฏความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาจดหมายเหตุรายวันพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัตนโกสินทร์ศก 130 กล่าวถึงการเปลี่ยนระเบียบพระราชประเพณีในครั้งนี้ไว้ว่า 

“...งานที่มีเจ้านายและทูตต่างประเทศมาช่วยพร้อมๆ กันเช่นนี้ ไม่ใช่แต่จะยังไม่เคยมีในกรุงสยาม ถึงในประเทศใดใดในภาคเอเชียนี้ ก็ยังไม่เคยมี เมืองเราเปนที่ ที่ได้มีคนสำคัญๆ มาช่วยงานพร้อมกัน ก็น่าจะรู้สึกภาคภูมิในใจอยู่บ้าง แต่ก็ต้องเขม้นขะมักทำตัวให้จำเริญยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน และต้องระวังแต้มคูยิ่งขึ้นอีก

เจ้าชายและเจ้าหญิง ตัวแทนจากประเทศต่างๆ

การสถาปนสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

อีกการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์สยามครั้งสำคัญเกิดขึ้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2469 ครั้งนั้นได้ทรงปรับรูปแบบพิธีบรมราชาภิเษกเป็นวิถีใหม่ที่เหมาะแก่กาลสมัยและเหมาะกับสังคมไทยที่เปลี่ยนไป โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ การสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งไม่มีอยู่แต่เดิมในการบรมราชาภิเษกรัชกาลก่อนๆ การสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระอัครมหาสีแต่โบราณนั้นกษตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานน้ำมหาสังข์และพระสุพรรณบัตร ณ พระตำหนักที่ประทับเท่านั้น หรือแม้แต่ในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีเพียงการพระราชพิธีสถาปนาพระราชอิสริยยศพระราชวงศ์ฝ่ายในเท่านั้น

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทอดพระราชอาสน์สำหรับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายา ไว้ด้านซ้ายของพระที่นั่งภัทรบิฐ พร้อมกับมีพระบรมราชโองการสถาปนาหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายา ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งหนึ่งในเหตุผลอาจจะเป็นพระราชประสงค์ที่จะทรงให้เกียรติ และได้แนวคิดมาจากขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีของราชวงศ์อังกฤษ

อีกวิถีใหม่ที่สำคัญที่นำคติธรรมเนียมปฏิบัติอย่างราชวงศ์ยุโรปมาปรับในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวคือ และสืบต่อมาถึงปัจจุบันคือการทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯ ให้คระทูตานุทูตต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคลหลงวันบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พร้อมกันนั้นได้มีการเสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เพื่อทรงรับการถวายพระพรชัยมงคลของราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่บริเวณท้องสนามหลวง พร้อมโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชน โดยในสมัยรัชกาลที่ 9 นั้น ได้ทรงเสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี และในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงเสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทเช่นกัน นี่ถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่ทำให้สถาบันกษัตริย์มีความใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น

พระปฐมบรมราชโองการ 

การปรับเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่ได้มีเพียงแค่รุปแบบของพิธีการเท่านั้น  แต่การเปลี่ยนแปลงยังถูกซ่อนไว้ในพระปฐมบรมราชโองการ ซึ่งเป็นพระราชโองการคราวแรกของพระมหากษัตริย์ หลังจากรับพิธีถวายสิริราชสมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ 

นับตั้งแต่รัชสมัยต้นราชวงศ์จักรีนับมาถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปฐมบรมราชโองการ จะมีเนื้อความที่เหมือนกันทั้งหมดคือขึ้นต้นด้วยภาษามคธและเพิ่มเติมด้วยภาษาไทย แต่ในสมัยสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมาได้มีการใส่รายละเอียดของพระราชอำนาจลงไป พร้อมแสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ที่ทรงคำนึงถึงพสกนิกรเป็นสำคัญดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยด้วยประโยคสั้นๆ แต่ตราตรึงในความทรงจำและหัวใจของปวงชนชาวไทยเสมอมา ความว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

 

และสำหรับปีพุทธศักราช 2562 นี้ประวัติศาสตร์ไทยได้จารึกอีกบทที่สำคัญยิ่งนั่นก็คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 นับเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 12 ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ ที่ประจักษ์ต่อสายตาและหัวใจของพสกนิกรชาวไทยกว่า 66 ล้านคน 

 

ภาพ: จากหนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว 

related posts

Recommended posts for you