Escape

Once in a Lifetime in Antarctica

ฝน วินด์เซอร์-ไคลฟ์ กับการเดินทางสู่แอนตาร์กติกา ดินแดนในฝันของเหล่านักผจญภัย
Reading time 52 seconds

พอพูดถึงการเดินทางแล้ว บางทีจุดหมายก็สำคัญน้อยกว่าระหว่างทาง… เราอาจจะได้ยินคำกล่าวนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่มันจะดูชัดเจนเท่ากับเมื่อตอนที่ได้ฟังเรื่องราวการผจญภัยครั้งล่าสุดของคุณฝน อุมาวร วินด์เซอร์-ไคลฟ์ ที่เธอเดินทางไปปีนเขาวินสัน (Vinson) ที่แอนตาร์กติกา ซึ่งดูแล้วเธอน่าจะเป็นผู้หญิงไทยคนแรกๆ ด้วยที่ได้พิชิตยอดเขานี้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เธอไม่ได้ตั้งใจไปเพื่อปีนเขาเก็บแต้มด้วยซ้ำ

แต่ถ้าคุณเคยได้ยินชื่อของฝน วินด์เซอร์-ไคลฟ์ มาบ้างแล้ว คุณจะเข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้ใช้หัวใจนำทางเสมอ หลังจากรู้สึกเต็มที่กับชีวิตช่างภาพแฟชั่นแล้ว เธอก็หันไปเรียนต่อด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ในอังกฤษ ซึ่งทำให้เธอได้พบรักกับไซมอน วินด์เซอร์-ไคลฟ์ แม้จะกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว เธอก็ไม่ปล่อยตัวให้ว่าง โดยไปเป็นอาสาสมัครกู้ชีพให้กับมูลนิธิร่วมกตัญญูและศูนย์กู้ชีพนเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี ส่วนเวลาที่เหลือ นอกจากจะดูแลครอบครัวแล้ว เธอก็ยังสงวนเวลาไปทำสิ่งที่คุณพ่อของเธออยากให้เธอทำมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือการเป็นนักบิน ฟังดูช่างเป็นชีวิตที่อยู่นอกแบบแผน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

แต่แม้จะชื่นชอบกีฬาปีนเขามาเป็นทุนเดิม เป้าหมายของทริปแอนตาร์กติกากลับไม่ใช่การพิชิตภูเขาวินสันเหมือนคนอื่นๆ “อาจจะเป็นเพราะเราทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมาโดยตลอด แอนตาร์กติกาจึงเป็นที่ที่ต้องไปเห็นให้ได้ เพราะถ้าไม่ไปเห็นด้วยตาตัวเองก็กระไรอยู่ อยากเห็นว่าที่นี่มีผลกระทบกับโลกยังไง เพราะมันเป็นที่ที่มีน้ำแข็งมากที่สุดแล้ว น้ำแข็งที่เป็นน้ำจืดประมาณ 90% อยู่ที่ทวีปแอนตาร์กติกา น้ำจืด 70% ของโลกก็อยู่ที่นี่ด้วย นักวิจัยประมาณการณ์ไว้ว่าถ้าแผ่นน้ำแข็งด้านตะวันตกของแอนตาร์กติกาละลาย ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 16 ฟุต ซึ่งพอไปเห็นแล้วก็เข้าใจมากขึ้นค่ะเรื่องสิ่งแวดล้อม และทุกคนที่ไปก็ตระหนักเรื่องนี้กันมาก ก่อนออกจากแผ่นดินใหญ่ เขาจะให้เหยียบสารฆ่าเชื้อที่พื้นเลย เพราะที่นี่คือที่สุดท้ายแล้วบนโลกที่จะไม่ปล่อยให้มนุษย์ไปทำให้แปดเปื้อนอีก แต่จะไปถึงนั่นแล้วไม่ปีนเขามันก็ยังไงอยู่เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจปีนวินสันด้วย จะไปแบบนั่งเรือสำราญดูเพนกวิ้นก็คงไม่ใช่เรา เพราะเราอยากจะไปดูว่าเขาอยู่กันจริงๆ ยังไง”

 

เมื่อตัดสินใจจองทริปเรียบร้อยไม่ทันไร บททดสอบแรกก็เผยโฉมออกมาในรูปแบบของการเตรียมตัว นอกจากจะต้องสรรหาอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่ได้หาง่ายๆ เธอยังต้องเลือกไกด์ที่จะกลายมาเป็นผู้ที่เธอต้องฝากชีวิตไว้ในทริปนี้ด้วย “ก็คิดอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกไปกับแกเร็ตต์ แมดิสัน เจ้าของบริษัท Madison Mountaineering เพราะดูจากสถิติแล้วเขาพาลูกค้าขึ้นไปถึงยอดเอเวอเรสต์ได้มากที่สุด แสดงว่าต้องเก่งทริป expedition ยาวๆ และน่าจะใจเย็นมาก ถ้าไปกับคนอื่นอาจจะไม่ถึงก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของจิตใจเหมือนกัน อีกอย่างคือบริษัทนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการมาก ไม่เหมือนกับบริษัทอื่น เขาให้เราทานแซลมอน ไข่ เนื้อสัตว์ และผักแช่แข็งทั้งที่เบสแคมป์และโลว์แคมป์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ ฝนว่าเคล็ดลับในการพิชิตยอดเขาได้อยู่ที่ตรงนี้เลยนะ ต้องกินอิ่ม นอนหลับ สำคัญมาก

อีกอย่างคือจากประสบการณ์แล้ว ไปกับไกด์เวสเทิร์นจะโอเคกว่าโลคัลไกด์ เพราะเขาจะเตรียมตัวดีมาก และเน้นความปลอดภัย ไม่เขียมเลย อุปกรณ์ต้องแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งจะทำให้เราทรมานน้อยลง ด้วยความที่มีคนเตือนไว้มากว่ามันหนาวมาก เราก็กลัวไม่ไหว ก็เลยไปเทรนก่อนที่ชาโมนิกซ์ ลองปีนมงต์บลองก์ดู เพราะความสูง ความกดอากาศและแรงลมน่าจะใกล้ๆ กัน ไปซ้อมใส่บู๊ตลากยางรถยนต์ขึ้นเขาแทนลากเลื่อนที่จะต้องลากจริงที่นู่น” นอกจากนี้ คุณฝนยังต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อไปปีนเขาในความหนาวเหน็บ ซึ่งแค่ขั้นตอนเตรียมตัวนี้กินเวลาถึงแปดเดือนล่วงหน้า

    พอวันเดินทางใกล้เข้ามา บททดสอบใหม่ๆ ก็ดาหน้าเข้ามาลองใจไม่หยุด “ไปมาทั่วโลกแล้วไม่เคยมีทริปไหนเหมือนทริปนี้เลยค่ะ คนเตือนเยอะมาก ที่บ้านก็บอกว่าถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องไปนะ เรื่องเงินช่างมัน แต่เราก็รู้สึกว่าก็จองตั๋วไปแล้ว แล้วถ้าไม่ไปตอนนี้จะไปตอนไหนเพราะอายุก็มากขึ้นทุกวัน ก็เลยไปตอนนี้แหละ” แผนคือบินจากบ้านที่อังกฤษไปชิลี เพื่อขึ้นเครื่องบิน IL-76 TD ที่ผลิตในรัสเซียของบริษัท Antarctic & Logistics Expeditions หรือ ALE บริษัทเดียวที่ให้บริการการเดินทางจากปุนตา อเรนาส (Punta Arenas) สู่เทือกเขาเอลส์เวิร์ธ (Ellesworth Mountains) ในแอนตาร์กติกา โดยใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมง 15 นาที และเปิดให้บริการระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมเท่านั้น “แต่พอจะไป เขาอีเมลมาบอกว่าอย่าเพิ่งออกจากอังกฤษนะเพราะอากาศแย่มาก บินไม่ได้ ซึ่งตรงนั้นอากาศมันแรงจริงๆ ค่ะ ถ้าวินโดว์ในการบินไม่พอ” ด้วยความที่ตั๋วขาไปเปลี่ยนไม่ได้ คุณฝนจึงตัดสินใจไปรอเวลาอยู่ที่ชิลีแทน “ไปถึงเขาก็มีกรุ๊ปหนึ่งที่ตกค้างอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเขาก็รอมาทุกวันและผิดหวังทุกวัน แบบวันนี้เตรียมตัวจะขึ้นเครื่องแล้วพอเดินไปเครื่องบิน นักบินบอกไม่บินละ บอร์ดดิ้งพาสมีนะ แต่ไม่ได้เขียนวันเวลาไว้เลย แค่ยังไม่ไปมันก็สอนบทเรียนตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าไม่รู้จะหงุดหงิดไปทำไม เพราะช่วยไม่ได้ ผิดหวังทุกวันจนเลิกหวังไปแล้ว ขวัญและกำลังใจแย่มาก”

หลังจากดีเลย์ไปสัปดาห์หนึ่ง ก็ถึงเวลาเดินทาง ความประทับใจแรกนั้นไม่ใช่จุดหมาย แต่กลับเป็นเพื่อนใหม่ที่รวมตัวกันอยู่ที่นั่น “ฝนว่ามาถึงที่นี่ได้มีเงินไม่พอนะ ต้องบ้าด้วยนิดนึง เจอคนหนึ่งเข้าบอกว่าไปเคลมประเทศนึงเป็นของตัวเองมา ตอนนี้เป็นเจ้าของประเทศอยู่ คือเคยไปช่วยคนเซอร์เบียไว้แล้วไปเยี่ยมเขา แล้วไปเจอเกาะระหว่างเซอร์เบียกับอีกประเทศที่ไม่ได้เป็นของใคร ก็เลยเคลมเลย ตอนนี้มีพาสปอร์ตเป็นของตัวเองแล้ว ได้ข่าวว่าร่ำรวยมาจากบิทคอยน์ อีกคนอายุแค่ 35 เป็นคณบดีแล้ว แล้วก็มีนักบริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อีลอน มัสก์ ก็เคยอยากมานะ ให้มาสร้างเต็นท์พิเศษไว้แล้วก็เปลี่ยนใจ มันเป็นที่ที่รวมคนพิเศษไว้ในที่เดียว ซึ่งเขาก็เป็นพวกที่มีทุกอย่างในโลกแล้ว นี่ล่ะมั้งความท้าทายของเขา”

 

แล้วภาพแรกของแอนตาร์กติกาเป็นอย่างไร? “มหัศจรรย์มากค่ะ ตรงแคมป์ตรงยูเนียน กลาเซียนี่มองเห็นภูเขาอยู่ แต่เดินไปไมได้เพราะไกลมาก มันไม่มีอะไรมาเป็นตัวเปรียบเทียบเลย แล้วเงียบมาก เต็นท์ห่างกันแต่คุยกันนี่ได้ยินหมดนะ ขยับตัวก็ได้ยินแล้ว เพราะมันไม่มีอะไรเลย ไม่มีนก ไม่มีเครื่องจักร ต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ว่าตรงนี้ไม่มีใครอยู่ เพราะไม่มีใครอยู่ได้ มันก็เลยเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก ตื่นเช้าทุกเช้าคิดทุกวันเลยว่าทำไมเราโชคดีจังที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ไม่มีคนเลย แอนตาร์กติกาน่าจะเป็นที่เดียวที่ไม่มีกฎหมาย เพราะไม่ได้เป็นประเทศของใคร มีแค่สนธิสัญญาร่วมว่าห้ามค้าขาย ให้มาเพื่อวิจัยหรือ expedition เท่านั้น ก็เลยกลายเป็นที่ที่พิเศษมากๆ”

จากเบสที่ยูเนียน กลาเซีย คนที่ต้องการพิชิตภูเขาวินสันต้องออกเดินสู่โลว์แคมป์ แล้วค่อยไต่ระดับขึ้นไฮแคมป์ตามลำดับ แม้จะไม่หวั่นกับการปีนภูเขาวินสันเท่าไหร่เพราะเป็นคนถนัดปีนเชิงเทคนิค แต่สิ่งที่เหนือความคาดคิดสำหรับคุณฝนคือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทุกอย่าง “คิดว่าหนาวแน่แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ ลืมคำว่าลักชัวรี่ไปเลย เพราะมันไม่มี ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนคือชีวิตเปลี่ยนทุกอย่าง ตั้งแต่การกิน น้ำก็ไม่มีก็ต้องเอาหิมะมาต้ม แล้วพอถึงเวลาปีนจริงๆ เราจะใช้พลังงาน 6,500 แคลอรี่ต่อวัน ที่กินยังไงก็ไม่ถึง ขนาดกินเนยเป็นก้อนๆ ก็ยังไม่ถึง สุดท้ายเพื่อนบอกว่าให้นับแคลอรี่เลยไม่ต้องคิดเยอะ มันก็เลยกลายเป็นกินเพื่อให้มีชีวิตรอด ไม่คำนึงแล้วเรื่องความอร่อย” คุณฝนที่จบกอร์ดอง เบลอกล่าว “เพราะเวลาเหนื่อยนี่คือง่วงแบบจะหลับเลยนะ เพราะแค่รักษาอุณหภูมิของร่างกายน่าจะครึ่งนึงแล้ว น้ำต้มสองลิตรที่ต้มไว้ทุกวันก็ต้องกินให้หมดเพราะมันแห้งมากแต่เราไม่รู้ตัว เวลาเดินก็ให้หยุดเป็นระยะๆ แต่ไม่นานเพราะถ้าหยุดนานจะโดนหิมะกัด เหงื่อเราจะกลายเป็นน้ำแข็งเร็วมาก กางเต็นท์กว่าจะขุดให้เป็นร่องได้ก็ใช้เวลาและกำลังไม่น้อย ส่วนเรื่องเข้าห้องน้ำก็ต้องซ้อมก่อน เพราะมันจะเป็นท่อที่ต้องปัสสาวะลงไปให้ลงไปในขวดพอดี เสร็จแล้วก็ค่อยไปเทตรงจุดที่เขาปักธงไว้ ไม่ใช่ตรงไหนก็ได้เพราะเราต้องกินหิมะ ถ้าปวดกว่านั้นเขาก็จะมีถุงที่เป็นนวัตกรรมของนาซ่า ก็ไปจัดการตรงห้องน้ำซึ่งเป็นแค่ถังแล้วมีผนังขึ้นมานิดนึง เสร็จแล้วก็ซีลถุงแล้วแบกไปด้วย ลืมไปเลยเรื่อง dignity หรือ comfort แล้วทุกอย่างต้องแพ็กไลต์มาก อะไรไม่จำเป็นเอาออกไปให้หมด แปรงสีฟันยังหักครึ่งเลย เพราะเราต้องแบกทุกอย่างเอง ต้องลากเลื่อนด้วย มีเชื้อเพลิง มีเต็นท์ จนกลับมาแล้วมาดูชีวิตเดิมของเรา ได้แต่คิดว่าสิ่งไม่จำเป็นมันเยอะเกินไปไหม เราเลยกลายเป็นคนแพ็กน้อยลงครึ่งหนึ่ง ไปดินเนอร์ก็เตรียมตัวสิบนาทีเสร็จ ก็อยู่ได้ไม่เห็นเป็นไร เพราะหลายอย่างมันไม่ได้สำคัญกับเราไปเรียบร้อยแล้ว อยู่นั่นใส่เสื้อผ้าชุดเดียวซ้อนกันสามสี่ชั้นทุกวันยังอยู่ได้เลย” คุณฝนบอก “แล้วทุกอย่างต้องคิดตลอด คิดว่าจะรอดยังไง การแพ็กของต้องเอาอะไรไว้ก่อนหลัง มันมีความหมายหมดเลย เพราะทุกอย่างมีผลต่อชีวิตหมด เราก็ต้องเตรียมตัวตลอด ซึ่งถ้าทริปนี้จะสอนอะไร น่าจะเป็นเรื่องการเตรียมตัวนี่ล่ะค่ะ การเตรียมตัวทุกอย่างสำคัญมาก”

 

แม้ท้ายสุดก็พิชิตยอดเขาวินสันได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ดูจะหนักหนาว่าการเดินเป็นเวลา 8-10 ชั่วโมงทุกวันกลับกลายเป็นการต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง “จำได้ว่าสะอื้นอยู่นานมาก ไม่รู้ว่าตัวเองดีใจที่ขึ้นมาได้ หรือดีใจที่มันจบลงซะที และทุกคนตรงนั้นก็สะเทือนใจมากค่ะ เพราะระหว่างที่เดินทุกวัน ไม่มีใครได้คุยกันอยู่แล้วเพราะต้องเดินห่างกันสี่เมตรเพื่อความปลอดภัย เพราะฉะนั้นมันเป็นการเดินในภาวะเงียบๆ นานมาก สิ่งที่เราไม่เคยคิดหรือไม่อยากจะคิด มันกลับมาหมด มันต้องคิด อะไรที่เราหลบหนี มันมาแรงมาก แล้วเราจะรู้สึกเลยว่าทำไมเราไม่เคยคิดจะแก้ปัญหาตรงนี้ ทุกคนจะทรมานกับตรงนี้มากกว่า ถามดูถ้านั่งวันนี้มีกี่นาทีที่จะไม่มีอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจ แทบจะไม่มีเลยนะ แต่ตรงนั้นคือไม่มีเลย เป็นภาวะที่ทำอะไรไม่ได้ยกเว้นเดิน สมองก็ต้องคิด บางคนก็ชอบเพราะได้รู้จักตัวเองจริงๆ ไม่ได้แปลว่าแก้ปัญหาได้นะ แต่อย่างน้อยได้เปิดใจรับปัญหาตรงๆ กลับมานี่คิดถึงขนาดว่าจะบอกลูกว่าไม่ต้องมีครอบครัวดีไหม เพราะมันเป็นเรื่องความผูกพันเหมือนกันนะ เป็น ‘ห่วง’ ที่เราไม่สามารถปล่อยวางได้ พอเราอยู่ตรงนั้นมันไม่มีไง มันตัวคนเดียว ก็ต้องอยู่ให้ได้ ขนาดนั้นเลย มองโลกเปลี่ยนไปเลย เพราะตอนเราอยู่ในสถานการณ์นั้นคือมันไม่มีอะไรแล้ว ก็เลยคิดว่าอย่าให้ลูกมีภาระเลยดีมั้ย คอนเซ็ปต์ง่ายมากคืออะไรที่เราแบกไป เราต้องแบกเอง นอกจากของแล้วยังเป็นความทรงจำ ปัญหา ห่วงต่างๆ ของยังวางได้ แต่อันนี้วางไม่ได้เลย ตัดยาก เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แล้วกลับมารู้สึกเลยว่าวิธีการมองโลกเราเปลี่ยนไปเลย” คุณฝนเล่า “กลับมานี่พวกโปรถามคำแรกเลยว่าพอได้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง (re-entry) แล้วเป็นไงบ้าง ตอนได้ยินตอนแรกเราก็งงนะ แต่ก็เริ่มเข้าใจ เพราะกลับมาได้เห็นเก้าอี้คือแทบน้ำตาไหล เพราะที่นั่นไม่มีเลย เจอห้องน้ำแบบมีชาวเวอร์นี่อาบน้ำวันละสี่รอบ พอมานอนก็ได้ยินเสียงเพลงเหมือนคอนเสิร์ตดังมาก ก็คิดว่าใครบ้าป่าวเล่นอะไรตอนนี้เที่ยงคืน มารู้ทีหลังว่าเสียงที่เราได้ยินมาจากแค่วิทยุ แต่มันดังมากสำหรับเราในตอนนั้น รู้เลยว่าร่างกายของเราจากในภาวะที่เงียบสนิทไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ทุกอย่างได้ยินหมดเลย นอกจากนี้ ตอนไปเราใช้พลังงานเยอะมากทุกวันติดต่อกัน อยู่ดีๆ หยุดนี่ร่างกายอาจช็อกได้ ก็เลยต้องหาอะไรทำเพื่อออกแรงให้ร่างกายปรับตัว เพราะถ้ากลับมาแล้วไม่เทรนร่างกายต่อ ภาวะเคมีในร่างกายอาจจะเสียสมดุลได้ ในเรื่องจิตใจก็เหมือนกันค่ะ ฝนเลือกอยู่ชิลีต่ออีกหนึ่งสัปดาห์เพื่อปรับตัว เพราะเราไม่พร้อมที่จะเจอครอบครัว เจอคนเยอะๆ แล้วพอกลับมาลอนดอนก็ซึมไปพักหนึ่งจริงๆ ไกด์อธิบายว่าตอนที่เราอยู่ที่นั่น ชีวิตคนอื่นเขาก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม เวลากลับมาแล้วอธิบายให้ฟัง คนอื่นก็อาจจะไม่เข้าใจนะ ซึ่งเราเองก็รู้สึกเลยว่าไม่เหมือนเดิมจริงๆ พอกลับมาอยู่ในชีวิตเดิมแล้ว ได้เจอผู้คน บางทีถึงกับหงุดหงิดเลยนะ บางทีรู้สึกว่าไม่อยากกลับเข้ามาในชีวิตเดิม ไม่แปลกเลยที่ทำไมหลายคนไปแล้วแล้วรู้สึกอยากกลับไปอีก เพราะมันคือที่สุดของอิสรภาพแล้ว แต่ใครที่ได้ฟังก็บอกว่าเออ ที่นั่นมันไม่ใช่ความจริงนะ มันเป็นดรีมแลนด์ ที่นี่สิชีวิตจริง ตอนนี้เพิ่งกลับมาก็ยังงงอยู่ ขอใช้เวลาตกตะกอนเรื่องนี้ก่อนค่ะ”

    เมื่อถามว่ารู้สึกยังไงบ้างที่พิชิตยอดเขาวินสันได้ คุณฝนบอกว่า “จำได้ว่าพูดออกมาว่า Thank God it’s over คนอื่นในทีมก็งงว่าทำไมเราพูดแบบนั้น แทนที่จะแสดงความยินดีกับตัวเอง แต่เราก็ไม่ได้ตั้งใจมาเก็บแต้มไง กลับมาคนอื่นก็มาแสดงความยินดีนะ แต่จริงๆ แล้ว คนที่เตรียมตัวมาดีก็จะซัมมิตได้อยู่แล้ว มันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย ถ้าเห็นว่าอันนี้ยิ่งใหญ่มาก ฝนว่าคนที่ไม่ได้ไปปีนแล้วต้องดีลกับชีวิตประจำวันทุกวัน คนที่สามารถจะอยู่ในชีวิตแบบมีทำนองคลองธรรมนี่ไม่น่าภูมิใจกว่าเหรอ สามีก็แสดงความยินดี บอกเก่งมาก ภูมิใจในตัวเรามาก ก็ทำให้เราคิดเหมือนกันว่าการที่ไม่ได้ปีนมันแปลว่าไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า” เธอบอก “แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือในที่สุดก็ได้เห็นค่ะ ดินแดนที่ไกด์ปีนเขาทุกคนบอกว่านี่แหละ เป็น magical place ของพวกเขา เป็นที่ที่พวกเขาอยากจะกลับไปมากที่สุด ได้ไปสัมผัสกับตัวเองว่าดินแดนอันแสนห่างไกลไร้อารยธรรมมนุษย์แห่งสุดท้ายของโลกนั้นเป็นอย่างไร ที่ที่ฟ้าเป็นสีฟ้าและดวงอาทิตย์ไม่เคยลับขอบฟ้าในฤดูร้อน ตอนนี้ก็ไม่รู้หรอกนะว่าอันไหนคือชีวิตจริง แต่ครั้งหนึ่งในชีวิต เราได้ไปอยู่ที่นั่นจริงๆ”

Photos: Courtesy of Fon Windsor-Clive, Garrett Madison and Linda Wohlgemuth 

/

Behind the Success
สำหรับคุณฝนแล้ว เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดที่เธอเรียนรู้จากการเดินทางครั้งนี้คือ ‘การเตรียมตัว’ นั้นสำคัญที่สุด และทริปนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้หากปราศจากบุคคลเหล่านี้ที่ช่วยเธอเตรียมตัวให้พร้อมพิชิตยอดเขาวินสัน
- Kris Erickson และ David Goettler ทีมนักกีฬาจาก North Face และไกด์ IFMGA
- Libby Peter นักปีนเขาอาชีพระดับแถวหน้าของอังกฤษและไกด์ IFMGA
- Garrett Madison จาก Madison Mountaineering ลีดไกด์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปีนเขาในพื้นที่สูง


 

related posts

Recommended posts for you