Jewellery

50 Years of Alhambra

ดีไซน์ที่เหมือนกับใบโคลเวอร์สี่แฉกนี้เป็นสัญลักษณ์ของ Van Cleef & Arpels มา 50 ปีแล้ว เราขอพาคุณย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์กันดีกว่าว่าทำไม Alhambra ถึงได้เป็นที่นิยมยาวนานและไร้กาลเวลา
Reading time 30 seconds

บรรยากาศงานฉลองครบรอบ 50 ปีคอลเลกชั่น Alhambra ซึ่งจัดขึ้นที่มาราเคช ประเทศโมร็อกโก

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฉันได้เดินทางไปมาราเคช ประเทศโมร็อกโกเพื่อร่วมฉลองครบรอบ 50 ปีของเครื่องประดับคอลเลกชั่น Alhambra (คุณจะอ่านว่า อัลฮัมบรา ตามรูปเขียน หรือจะออกเสียงว่า อัลลองบรา ตามคนฝรั่งเศสก็ได้) ของแบรนด์แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เพลส์ (Van Cleef & Arpels) ดีไซน์ที่เหมือนใบโคลเวอร์สี่เฉกนี้กลายหนึ่งเป็นไอคอนของวงการจิวเวลรี่ ด้วยสไตล์ที่เรียบง่าย ไม่แบรนด์ดิ้งจนเกินไป แต่เห็นปุ๊บก็จดจำได้ รวมทั้งการเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีที่ทำให้สาวๆทั้งหลายปรารถนา 

"ถ้าอยากมีโชค คุณต้องเชื่อในโชค" - ฌากส์ อาร์เพลส์
ใบโคลเวอร์สี่แฉก
ใบโคลเวอร์สี่แฉก
บทกวีของจอห์น วิทเทียร์
บทกวีของจอห์น วิทเทียร์

"ถ้าอยากมีโชค คุณต้องเชื่อในโชค" ฌากส์ อาร์เพลส์ (Jacques Arpels) หลานของผู้ก่อตั้งแบรนด์และเป็นหนึ่งในสามพี่น้องที่ดูแลบริหารในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ของ แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เพลส์ เคยกล่าวไว้ เขาเองก็เชื่อในโชคและมักจะเก็บใบโคลเวอร์สี่แฉกจากสวนมอบให้กับเพื่อนฝูงโดยแนบไปกับบทกวี Don't Quit ความหมายซาบซึ้งตรึงใจของ จอห์น กรีนลีฟ วิทเทียร์ แต่ครั้นจะบอกว่าเป็นเพราะความเชื่อในโชคเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้แบรนด์แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เพลส์ ออกแบบเครื่องประดับ Alhambra ก็ดูจะดูง่ายเกินไปหน่อย และก็คงไม่อาจอธิบายที่มาที่ไปของชื่อคอลเลกชั่นที่ไม่เกี่ยวกับใบโคลเวอร์นี้ได้ด้วย 

 

วันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1968 คือวันที่ปรากฏในเอกสารของสตูดิโอ แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เพลส์ ซึ่งได้มอบหมายให้ ริชาร์ด แอนด์ วิลเดนสไตน์ ผลิตจิวเวลรี่ชิ้นหนึ่งซึ่งดูเรียบง่าย ไม่น่าจะเป็นตำนานหรือเป็นที่แกล่าวขวัญถึง เพราะมันไม่ใช่ไฮจิวเวลรี่ ไม่ได้ผลิตให้คนดัง ไม่ได้ประดับอัญมณีเม็ดโตล้ำค่า หากแต่เป็นเพียงจี้และสร้อยคอยาวทำจากเยลโลว์โกลด์เท่านั้น  เสียดายที่บนเอกสารไม่ได้เขียนอธิบายถึงที่มาที่ไปของดีไซน์คล้ายใบโคลเวอร์สี่แฉกนี้ มีแต่เพียงชื่อกำกับไว้ว่า Alhambra ซึ่งเหมือนกับชื่อของพระราชวังของเมืองอัลฮัมบราของสเปน  เป็นวังที่สร้างขึ้นในสมัยที่สเปนปกครองโดยราชวงศ์แขกมัวร์ซึ่งแผ่ขยายอิทธิพลมาจากตะวันออกกลางเมื่อหลายศตวรรษก่อน 

"แม้แต่เหล่าฮิปปี้ก็สวมจิวเวลรี่ มันเลยกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ๆในภาพรวม ลองนึกถึงลูกปัดและสร้อยที่พวกเขาใส่สิ" โคล้ด อาร์เพลส์กล่าว  มันคงแปลกน่าดูถ้าในวันนี้ เราสวมเสื้อผ้าที่ผสมกลิ่นอายสปอร์ตแวร์แต่ยังสวมนาฬิกาแบบในยุคของพระนางมารี อังตัวแน็ตต์อยู่ เช่นเดียวกับในยุค 1960s เมื่อทุกคนหันมาสวมใส่เสื้อผ้าที่ฟอร์มเรียบง่ายขึ้น ผสมผสานแรงบันดาลใจจากชนเผ่า กลายเป็นความหรูหราแต่ลำลอง (นึกภาพทาลิทา เก็ตตี้ และอีฟส์ แซ็งต์ โลรองต์ที่ไปพักผ่อนในมาร์ราเคช) จิวเวลรี่ก็ได้คลี่คลายจากสถานะสูงส่งเลอค่าจนต้องเก็บไว้ในตู้เซฟ มาสู่การเป็นจิวเวลรี่แบบเรดี้ทูแวร์ที่สวมใส่ได้ในชีวิตประำวัน

นิโคลัส ฟูล์กส์ นักเขียนชื่อดัง ผู้เขียนประวัติของคอลเลกชั่นนี้บอกว่า "คอลเลกชั่น Alhambra เป็นส่วนผสมของเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งรูปทรงแอ็บแสตร็กต์แต่สะท้อนภาพธรรมชาติ  ดีไซน์สร้อยเส้นยาวที่ทำให้นึกถึงสไตล์ฮิปปี้ และที่สำคัญ เป็นเครื่องประดับที่สามารถวิวัฒนาการไปตามเวลา" Alhambra สร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตตามขนบของการสร้างสรรค์จิวเวลรี่ที่มีมาแต่เดิม แต่ก็ดูอ่อนเยาว์และใหม่ด้วยวิธีการสวมใส่จิวเวลรี่และยังตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เข้าสู่โลกลักชัวรี่ และที่สำคัญ ทำให้ความคิดในการซื้อจิวเวลรี่เพื่อการลงทุนและบ่งบอกสถานะแปรเปลี่ยนไปเป็นการซื้อเพราะอารมณ์ความรู้สึกและซื้อเพื่อใส่แสดงอัตลักษณ์ด้วย"  

แต่หากจะมองหาความเชื่อมโยง ดีไซน์ใบไม้สี่แฉกนี้ทำให้นึกถึงธรรมเนียมการตกแต่งอาคารในโลกตะวันออกกลางซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของใบไม้ อีกทั้งแบรนด์ แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เพลส์ ก็ขึ้นชื่อเรื่องการหยิบยกธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจอยู่เป็นประจำ และการเลือกชื่อ Alhambra ก็อาจทำให้นึกถึงความเอ็กโซติกซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมโหยหาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้ด้วย และในช่วงยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงที่ Alhambra ถือกำเนิดขึ้น  นั่นเพราะมุมองความคิดและวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของยุคสมัย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เป็นหนึ่งในประจักษ์พยานนั้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะในยุคหลังสงครามที่คนเริ่มมีฐานะมากขึ้น ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้นและออกมาทำงานนอกบ้าน นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1954 แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เพลส์ ได้ก่อตั้ง La Boutique เพื่อจำหน่ายจิวเวลรี่ชิ้นเล็กในราคาที่ซื้อหาได้ง่ายกว่าแต่ก่อน ลองนึกถึงเข็มกลัดรูปสัตว์ดีไซน์น่ารักๆอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ก็เริ่มปรากฏในยุคนี้ คอนเซ็ปต์ของ La Boutique นี้ต่างจากภาพของ Salon ที่มีความเป็นทางการและสูงส่ง และจิวเวลรี่เล็กๆที่แฝงความลำลองและใส่ได้ทุกวันซึ่งจำหน่ายภายในร้านก็ตรงข้ามกับภาพของจิวเวลรี่ชั้นสูงชิ้นใหญ่ที่สวมใส่เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น นี่คือยุคของพลังคนหนุ่มสาว ทุกคนมองไปยังอนาคต แสวงหาอิสรภาพในทุกๆทาง และวัฒนธรรมและวิถีแบบฮิปปี้ได้เข้ามามีบทบาทในสังคม และ Alhambra ก็กำเนิดขึ้นจากจิตวิญญาณการเปลี่ยนแปลงนั้น 

"คอลเลกชั่น Alhambra เป็นส่วนผสมของเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งรูปทรงแอ็บแสตร็กต์แต่สะท้อนภาพธรรมชาติ  ดีไซน์สร้อยเส้นยาวที่ทำให้นึกถึงสไตล์ฮิปปี้ และที่สำคัญ เป็นเครื่องประดับที่สามารถวิวัฒนาการไปตามเวลา" - นิโกลัส ฟูล์กส์
ฟรองซวส ฮาร์ดี้
ฟรองซวส ฮาร์ดี้
เกรซ เคลลี่
เกรซ เคลลี่
โรมี่ ชไนเดอร์
โรมี่ ชไนเดอร์

Alhambra ยังวิวัฒนการไปหลายรูปแบบ ทั้งการประดับด้วยอัญมณีและพลอยเนื้อแข็งต่างๆ  จากเดิมที่ขอบประดับด้วยเม็ดทองเล็กๆ ก็ถูกตีความใหม่ ดีไซน์ขอบแบบเรียบและใช้ชื่อว่า Pure Alhambra (2001) ผสมผสานกับดีไซน์รูปผีเสื้อ ใบไม้ หัวใจ และใช้ชื่อว่า Lucky Alhambra (2006) หรือดีไซน์แบบใบโคลเวอร์แต่ต่างขนาดกันใน Magic Alhambra (2006) หรือแบบดีไซน์เล็กกว่าขนาดปกติ เรียกว่า Sweet Alhambra (2007) รวมถึงดีไซน์เป็นสร้อยสั้น สร้อยข้อมือ ตุ้มหู แหวน ไปจนถึงนาฬิกา แต่ถึงจะผ่านการตีความใหม่ แต่ก็ยังคงความเชี่ยวชาญในการผลิตจิวเวลรี่ของแบรนด์เอาไว้เสมอ นับตั้งแต่การคัดเลือกอัญมณีและวัสดุที่นำมาผลิต การขึ้นตัวเรือน การฝังอัญมณี ไปจนถึงกระบวนการขัดแต่งและเก็บรายละเอียดอย่างพิถีพิถันอยู่เสมอ  

นิโกลาส์ บอส (Nicolas Bos) ซีอีโอและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ประจำแบรนด์ แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เพลส์บอกว่า "สร้อยคอเส้นยาวของ Alhambra สะท้อนจิตวิญยาณของยุคสมัยและทำให้คนเข้าถึงการสวมใส่จิวเวลรี่ในทุกๆวัน เวลาผ่านไปห้าสิบปี ผลงานชั้นนั้นก็ยังคงมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จิวเวลรี่อย่างลึกซึ้ง สำหรับผม Alhambra ได้ทำหน้าที่เชื่อมไฟน์จิวเวลรี่เข้ากับขนบและผู้หญิงซึ่งมีอิสระในชีวิตมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น พวกเธอก็ยังคงชื่นชมกับสิ่งที่มีความประณีต ทรงคุณค่่ายาวนาน และขณะเดียวกันก็ทลายกฏเกณฑ์ที่เคยมีมา 

/

related posts

Recommended posts for you