Jewellery

Emerald Route

เพราะเหตุใดมรกต อัญมณีสีเขียวจึงยังคงความล้ำค่าในทุกยุคสมัย
Reading time 39 seconds

เพราะเหตุใดมรกต อัญมณีสีเขียวจึงยังคงความล้ำค่าในทุกยุคสมัย

ไม่นานมานี้ มีการขุดพบมรกตน้ำงามนี้มีชื่อว่า Inkalamu หรือ the Lion Emerald จากเหมืองของ Gemfields ในแซมเบีย มรกตนี้มีขนาด 5,655 กะรัต อัญมณีนี้จะถูกประมูลในงานของ Gemfield ที่จัดขึ้นที่สิงคโปร์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

มรกตมักขุดได้จากแซมเบีย โคลอมเบีย และบราซิล หากไม่นับเพชร มีเพียงทับทิม แซฟไฟร์ และมรกตเท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มอัญมณีมีค่า คุณอาจสงสัยว่าอัญมณีสีเขียวในโลกมีตั้งมากมาย แต่ทำไมมรกตจึงมีค่าขนาดนั้น? คำตอบน่าจะอยู่ที่ความหายากซึ่งกล่าวได้ว่ายากยิ่งกว่าเพชรที่มีอยู่มากมายเสียอีก! คำว่า emerald มาจากภาษากรีกโบราณ หมายถึง หินสีเขียว มรกตยิ่งสีเขียวเข้มมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีราคา  ก่อนจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา มีการเข้าใจผิดอยู่บ้างว่าอัญมณีสีเขียวต่างๆ คือมรกต อย่างเช่นในวิหาร the Three Holy Kings of Cologne Cathedral ก็เคยมีคนคิดว่าประดับด้วยมรกตกว่า 200 กะรัต แต่ทราบกันในเวลาต่อมาว่าเป็นเพอริดอต

เด็กสาวใส่มุกได้ แต่ต้องเป็นผู้หญิงที่โตแล้วเท่านั้นจึงจะใส่มรกตได้ - เฮตตี้ จูดาห์

ความหายากของมรกตนั้นมีเหตุผลงานจากกำเนิดของอัญมณีชนิดนี้นั่นเอง มรกต ซึ่งมีสูตรทางเคมีว่า  Be3Al2(Si6018) จัดเป็นคริสตัลในตระกูลเบริล ซึ่งเป็นแร่ไร้สี แต่เมื่อผสมเข้ากับโครเมียมจึงกลายเป็นสีเขียวและส่องแสงแวววาวเมื่อสะท้อนกับแสงแดด ไม่เป็นเปล่งกระกายวิบวับแบบเพชร มรกตยังถือเป็นแร่ตระกูลเบริลชนิดเดียวที่มีค่า ปกติ เบริลเลียมนั้นพบได้ในหินภูเขา และโครเมียมจะอยู่ในแผ่นเปลือกโลกใต้ทะเล การที่แร่ทั้งสองโคจรมาพบกันได้นั้นก็เพราะแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นมาชนและดันตัวจนเกิดเป็นภูเขา น้ำและแร่ธาตุไหลแทรกซึมเข้าไปตามโพรงช่องว่าง และด้วยความร้อนสูงและแรงกด แร่ทั้งสองผสมผสานเข้าด้วยกันกลายเป็นมรกต ปรากฏกาณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องย้อนกลับไปได้ถึง 4.54 พันล้านปีเลยทีเดียว (อย่างไรก็ดี มีเพียงอเมริกาที่ประกาศยอมรับแร่เบริลที่ผสมกับวานาเดียมซึ่งมีสีเขียวเช่นเดียวกับโครเมียมว่าเป็นมรกต)

Timeless Green

สร้อยคอชั้นสูงประดับมรกต ฝีมือการสร้างสรรค์ของ Chopard 

"มรกตที่มีตำหนินั้นเป็นเรื่องธรรมดามากกว่ามรกตที่ 'สะอาด' ซึ่งว่ากันว่าไม่มีใครเคยเห็น" โรเบิร์ต เว็บสเตอร์ นักอัญมณีศาสตร์ได้กล่าวไว้ โดยธรรมชาติ มรกตจะมีรอยตำหนิที่เรียกกันว่า jardin หรือ garden ซึ่งดูเหมือนกับต้นไม้เติบโตอยู่ในเม็ดมรกต รอยที่ว่านี้ยังทำให้ท้าทายในการเจียระไน เราจึงมักเห็นมรกตเจียระไนแบบคาโบชง หรือแบบเหลี่ยมที่เรียกว่า emerald cut แต่ปัจจุบันนี้ การจะหามรกตที่มีตำหนิอาจจะยากยิ่งกว่ามรกตที่ไร้ตำหนิ เพราะมรกตส่วนใหญ่ในตลาดถูกปกปิดรอยตำหนิด้วยการใช้ออยล์หรือโพลีเมอร์ ทั้งที่ความจริง รอยตำหนินั้นสร้างเอกลักษณ์ให้กับมรกตเม็ดนั้น 

 

และถ้าเทียบตามสเกลของโมห์แล้ว มรกตมีความแกร่งอยู่ในระดับ 7.5-8 จากคะแนนเต็ม 10 (แน่นอนว่าอันดับหนึ่งของความแข็งแกร่งคือเพชร) แต่ถึงแม้พื้นผิวของมรกตจะไม่เป็นรอยง่ายๆ แต่ธรรมชาติที่เปราะบาง รวมไปถึงตำหนิที่อยู่ในเนื้อก็ทำให้มันแตกได้เช่นกัน แต่เช่นนั้นแล้ว ความงดงามของมรกตก็ยังทำให้ทุกคนปรารถนามานานนับพันปี

สร้อยคอชั้นสูงประดับมรกตจาก Cartier
สำหรับผม มรกตคือตัวแทนของความลึกลับ มนตร์เสน่ห์ และความงามในอาณาจักรอัญมณีทั้งมวล เป็นเจ้าแห่งอัญมณี เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกษัตริย์และอำนาจ และไม่ว่าคุณจะเอ่ยชื่ออัญมณีชนิดนี้ในภาษาใด ก็ย่อมฟังไพเราะดุจเสียงดนตรี - รนัลด์ ริงส์รัด
Haute Allure

Bianca Balti กับสร้อยคอประดับมรกต ผลงานการสร้างสรรค์ของแบรนด์ De Grisogono 

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องที่ว่าจิวเวลรี่ไม่เพียงแต่เสริมพลังอำนาจ หรือที่เราเรียกว่า empower หากแต่มันยังแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นผู้มีอำนาจด้วย ไม่เช่นนั้น กษัตริย์หรือผู้ปกครองประเทศทั้งหลายคงไม่ต้องสวมมงกุฏ หรือทรงเครื่องเต็มยศในพระราชพิธี และหนึ่งในอัญมณีที่เหล่ากษัตริย์ทั้งหลายเลือกใช้ก็คือมรกต ดังเช่น กษัตริย์แห่งแอซเท็กที่ทรงเครื่องประดับมรกต พระนางคลีโอพัตราผู้ทรงเสน่ห์ที่สวมเครื่องประดับมรกตที่ขุดได้จากเหมืองมรกตเก่าแก่ที่สุดในโลกเสด็จออกต้อนรับจูเลียส ซีซาร์ เช่นเดียวกับสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน ก็ทรงออกกฏห้ามทุกคนสวมใส่มรกต ยกเว่นแต่กษัติรย์เท่านั้น 

เชื่อหรือไม่ว่าในยุคที่สเปนกำลังรวมเป็นอาณาจักรเมื่อราชินีอิซาเบลล่าสมรสกับกษัตริย์เฟอร์ดินันด์ มรกตก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างความมั่นคงและความเสื่อมถอยให้กับอาณาจักรได้เช่นกัน  เมื่อนักสำรวจทั้งหลายเดินทางสำรวจโลกใหม่เพื่อหาสมบัติและเผยแผ่ศาสนาคริสต์ไปด้วยพร้อมๆ กัน พวกเขาไม่ได้เจอเอลโดราโด มหานครทองคำ หากแต่ได้พบกับเมืองมรกตแทน  เหมืองมรกตมากมายในเปรูได้กลายเป็นแหล่งความมั่งคั่งของสเปน และทำให้สเปนเหลิงอำนาจ ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วโลกอย่างบ้าคลั่ง เพราะเชื่อว่าอย่างไรความร่ำรวยก็ไม่มีวันหมด  พวกเขาขนถ่ายมรกตลงเรือมาขึ้นท่าที่เมืองเซวิลล์ (แต่เพราะบางครั้ง เรือมาไม่ทัน ทำให้ต้องแก้ปัญหา cash flow การออกพันธบัตรที่เรียกว่า juro นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการเงินสมัยใหม่ และไม่น่าแปลกใจที่เงินมีสีเขียว)  แต่เมื่อมีการขนมรกตเข้ามายังยุโรปมากๆ จากที่สูงค่าก็กลายเป็นของด้อยค่า และอาณาจักรสเปนยังเสื่อมถอยไปด้วยเพราะหนี้สิน

Alessandra Ambrosio กับจิวเวลรี่ของ Chopard

Photos: Courtesy of Cartier, Piaget, Gemfields, Chopard, Getty. Images 

related posts

Recommended posts for you