Pop culture

Scenes of Love

ฉากรักครั้งนั้นยังตราตรึง ลอฟฟีเซียลขอพาย้อนรอยดูฉากแห่งความรักในภาพยนตร์แห่งความทรงจำ
Reading time 41 seconds

หลายปีมาแล้ว เคยถกเถียงกับนักวิจารณ์หนังหลายท่านว่าหนังแนวไหนจัดอันดับยากสุด คำตอบที่เราเห็นตรงกันก็คือหนังรักโรแมนติกไงจ๊ะ ทำไมถึงยากกว่าหนังแนวอื่น? เพราะมันมีตัวแปรอื่นๆ ยิบย่อยมากมาย ประเภทยัดเยียดอารมณ์บีบคั้นมากเกินไป ตัวหนังยืดยาด บทหนังไม่ฉลาด ผู้กำกับคุมอารมณ์คนดูไม่อยู่ บ้างก็ไม่ชอบหน้าพระเอกนางเอก (ก็เลยลดคะแนนเอาดื้อๆ) ฯลฯ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วน subjective ทั้งสิ้น 

 

    นี่เป็นสไตล์ของนักวิจารณ์ที่พยายามมององค์รวมของหนังเป็นอันดับแรก ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรนะ เพียงแต่มันก็ทำให้หนังหลายๆ เรื่องถูกลืมไปจากการจัดลิสต์อย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ตัวหนังเองก็ไม่ถึงกับแย่ ไม่เชื่อลองไปค้นจากเว็บ rottentomatoes.com เทียบกับเว็บอื่นๆ สิ บางทีคุณอาจจะผงะกับหนังที่เว็บนี้ลิสต์มา ทำไมมันช่างต่างจากที่อื่นๆ ลิบลับนัก หนังหลายเรื่องนักวิจารณ์ต่างพากันส่ายหน้า แต่นี่คือความสนุกอย่างหนึ่งในการเลือกดูหนัง อย่าลืมนะว่าการวิจารณ์ แม้จะเต็มไปด้วยทฤษฎีเป็นฐานรองรับการวิจารณ์ต่างๆ แต่ก็มีอคติส่วนตัวของนักวิจารณ์เจืออยู่ด้วยเช่นกัน  

    เรื่องการจัดลำดับหนังรักจึงมักเป็นหนังรักโรแมนติกในดวงใจนักวิจารณ์คนนั้นๆ ซะส่วนใหญ่ หรือไม่ก็เอาหนังบางเรื่องไปใส่ในลิสต์อันดับหนังดีในรอบปี แต่ปีนี้ผู้เขียนนึกสนุก อยากเขียนถึงหนังรักต้อนรับวาเลนไทน์ดูบ้าง แต่ขอไม่จัดอันดับนะ คิดว่าหนังทุกเรื่องมีคุณค่าของตัวเอง แต่จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมอย่างคุณต่างหากที่ว่าดูแล้วอินแค่ไหน 

    สิ่งหนึ่งที่หนังโรแมนติกทั้งหลายมักจะมีจุดร่วมคล้ายๆ กัน คือฉากพีคที่น่าจดจำ ทั้งฉากพระเอกนางเอกบอกรักกัน ฉากที่ชวนอึดอัด (หนังรักทุกเรื่องไม่ได้จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งเสมอไปนะ แต่อารมณ์ที่มันค้างคาใจนี่สิ...) หรือแม้กระทั้งฉากเลิฟซีนกุ๊กกิ๊กชวนฟินที่ดูกี่ครั้งก็อย่างจะกรี๊ดออกมาดังๆ ทุกครั้งไป วาเลนไทน์นี้ ลองหาโลเคชั่นแบบนี้ดูบ้างสิ บางทีสถานที่ที่ดี ไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงต่างประเทศนะ จะขอแต่งงาน หรือแค่จับมือเบาๆ ก็ชวนให้เคลิ้บเคลิ้มไปอีกนานแสนนาน

ชายทะเล

เคยไปลองสวีตกันหวานใจแถวๆ ชายทะเลบ้างมั้ย ถ้าไม่เคย คุณอาจจะพลาดอะไรดีๆ ในชีวิตไปแล้ว เอาเข้าจริงมีหนังนับร้อยๆ เรื่องที่มีฉากสวีตแถวชายหาด (แม้แต่ฉากเซ็กซ์ก็เยอะมากเช่นกัน) แต่จะมีหนังเรื่องไหนน่าประทับใจเท่า Il Mare (2000) ของผู้กำกับลีฮุนเซียง บ้างล่ะ ลิขิตรักข้ามเวลา เป็นชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ที่ทำเอาสาวๆ ต่อมน้ำตาแตกไปตามๆ กัน หนังผสมผสานเรื่องราวความรักกับเรื่องเหนือจริงข้ามกาลเวลาได้อย่างลงตัว ซังฮุง (ลีจุงแจ) สถาปนิกหนุ่ม ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ที่ชื่อ อิล มาเร  ริมชายทะเลที่สวยงาม ในปี 1997 แต่เรื่องราวทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเลย หากเขาไม่เปิดตู้ไปรษณีย์แล้วเจอจดหมายของอันจู (จวนจีฮุน) ที่ส่งมาจากปี 1999 ทั้งคู่สื่อสารกันผ่านจดหมาย และเรื่องปาฏิหาริย์ที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อการเชื่อมกาลเวลาพาเขาทั้งคู่พบกันจริงๆ 

พาหนะชวนฝัน

รถยนต์ถูกนำไปประกอบฉากหนังเด่นๆ ในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ฉากสุดท้ายใน Thelma and Louis (1991) อาจจะกระชากความรู้สึกใครหลายๆ คนให้ต้องร้องไห้กับการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของสองสาว แต่นั่นยังไม่ตราตรึงใจเท่ากับฉากเด็ดใน Titanic (1997) เพียงแต่อารมณ์อาจจะตรงกันข้าม Titanic พาเราไปรู้จักเรือ อาร์.เอ็ม.เอส.ไททานิก ที่เคยใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก แต่ก็จมลงใต้มหาสมุทรอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้นนิด ความรักของแจ๊ก ดอร์สัน (เลโอนาโด ดิคาพริโอ) และโรส เดวิตต์ (เคต วินสเลต) พาเราไปรู้จักเรือไททานิกได้ทุกซอกทุกมุม ผ่านเรื่องราวความรักต่างชนชั้นที่ก่อกำเนิดในเรือลำนี้ เราจึงได้เห็นฉากในตำนานอย่างฉากแจ๊กและโรสโอบประคองกันบนหัวเรือไททานิค ฉากวาดรูปในห้องนอนของโรส แต่ฉากพีคที่สุดของหนังในทัศนะของผู้เขียนคือฉากร่วมรักในรถยนต์ใต้ท้องเรือ ซึ่งแสดงถึงความรักที่ก่อตัวถึงที่สุดของทั้งคู่ ก่อนที่มันจะล่มสลายไปพร้อมกับเรือที่จมลงสู่ใต้มหาสมุทร ฉากนี้เป็นฉากเลิฟซีนที่งดงาม ไม่ได้มีภาพเปลือยของนักแสดงให้ชวนวาบหวิิว เพียงแค่รอยฝ่ามือที่พาดไปบนกระจกที่เต็มไปด้วยไอเหงื่อ แค่นั้นก็น่าจดจำไปชั่วชีวิต (ใครจะก็อปฉากนี้ไปใช้ก็ไม่เลวนะ เชื่อว่า เจมส์ คาเมรอน คงไม่สงวนลิขสิทธิ์) 

ห้องแห่งความลับของเราสองคน

“คนบางคนผ่านมาเพื่อสานฝัน แต่บางคนผ่านมาเพื่อเก็บไว้ในความทรงจำตลอดกาล” มีหนังเกย์ไม่กี่เรื่องหรอกนะ ที่จะสร้างรอยยิ้มทั้งในหมู่เกย์และหญิงสาวก็ชื่นชอบด้วย Call Me By Your Name เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ตัวเนื้อเรื่องโด่งดังมาตั้งแต่เวอร์ชั่นนิยายของอังเดร เอซิแมน และเมื่อถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ ลูกา กัวดานิโน นอกจากยิ่งทำให้ Call Me By Your Name ทั้งสองเวอร์ชั่นดังกว่าเดิมแล้ว ยังส่งให้ทิโมธี ชาลาเมต เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานำชายที่เด็กที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในอิตาลียุค ’80s โอลิเวอร์ (อาร์มี่ แฮมเมอร์) นักศึกษาชาวอเมริกันวัย 24 ต้องเดินทางมาฝึกงานกับพ่อของเอลิโอที่อิตาลี และต้องได้พักอาศัยในบ้านของเขาด้วย ที่นี่เองโอลิเวอร์ได้รู้จักเอลิโอ (ทิโมธี ชาลาเมต) เด็กหนุ่มวัยเพียง 17 ปี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อตัวขึ้นทีละน้อยจนกลายเป็นความรักในที่สุด หนังเรื่องนี้มีฉากสวยๆ ของอิตาลีหลายมุมเมือง แต่ก็ยังไม่น่าประทับใจเท่ากับฉากในห้องชั้นบนสุดของบ้านที่ทั้งคู่แอบพบกันบ่อยๆ เกิดอะไรขึ้นในห้องนั้น? คงไม่ต้องสาธยายมั้งครับ เพราะเป็นฉากสุดพีคของหนังและเป็นที่มาของชื่อนิยายด้วย โปรด “เรียกชื่อฉันด้วยชื่อเธอ แล้วจะเรียกชื่อเธอด้วยชื่อฉัน” นั่นแหละจ้ะ เป็นโมเมนต์ที่แสนประทับใจใครหลายๆ คน Call Me By Your Name ขึ้นทำเนียบหนัง coming of age ในลิสต์ลำดับต้นของนักวิจารณ์ในทันที และเร็วๆ นี้เราจะได้ชมภาคต่ออย่างแน่นอน

หุบเขาเร้นรัก

โลเคชั่นที่สุดแสนจะโรแมนติกอีกหนึ่งที่ต้องยกนิ้วให้ ‘ภูเขา’ นะครับ ยิ่งเขาลูกไหนถ่ายทอดวิวแบบพาโนรามาด้วยแล้ว บรรยากาศของหนังเรื่องนั้นจะยิ่งงดงามขนาดไหน Brokeback Mountain (2005) เป็นหนึ่งในหนังที่ถ่ายภาพทิวเขาในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา และฝูงแกะได้อย่างละมุนละม่อมเรื่องหนึ่ง แม้ความรักที่ถูกถ่ายทอดจะเป็นความรักของมนุษย์เพศชายสองคนก็ตาม ตัวหนังดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ Annie Proulx ที่เล่าเรื่องของ แจ๊ก (เจค จิลเลนฮาล) และเอนนิส (ฮีธ เลดเจอร์) ในวัยหนุ่มที่มีเหตุให้ต้องมารับจ้างเลี้ยงแกะกลางหุบเขาอันไกลโพ้น บรรยากาศท่ามกลางป่า กลิ่นควันไฟ สายธาร และการอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ชายหนุ่มสองคนที่ยืนยันว่าตัวเองเป็นชายแท้กลับมีอะไรเกินเลยครั้งแล้วครั้งเล่า (แหม บรรยากาศมันพาไปอย่าคิดมาก รีบจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินด่วน ยังพอมีเวลา) แต่ท่ามกลางป่าเขาก็ใช่ว่าจะเล็ดลอดสายตา ‘คนอื่น’ ไปได้ ความลับในความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป 20 ปีหลังจากนั้น ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง แม้จะแต่งงานมีครอบครัวกันไปแล้วก็ตาม เรื่องมันน่าจะจบหากคงสภาพแค่เพื่อนเอาไว้ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นนี่สิ มันสร้างความแตกร้าวให้กับสองครอบครัวอย่างต่อไม่ติด

ซอกตึกเก่า มีเรื่องเล่าเสมอ

ไม่มีผู้กำกับท่านใดบนโลกใบนี้ที่ถ่ายทอดความงามของตึกเก่าได้งดงามเท่าหว่องกาไวอีกแล้ว เพราะทุกซอกตึกของหว่องกาไว มีทั้งสิ่งงดงามและเรื่องราวของความรักระหว่างเขาและเธอเสมอ In the Mood for Love (2000) เป็นหนังที่ใช้โลเคชั่นน้อยที่ แต่มีพลังมหาศาล ตึกเก่าในฮ่องกงยุค ’60s ถูกใช้เป็นฉากหลังถ่ายทอดเรื่องราวความรักต้องห้ามที่น่าอึดอัดของโจวเหวิน (เหลียงเฉาเหว่ย) และเฉินซูลี (จางม่านอวี้) เพื่อนบ้านข้างห้องที่แอบพบว่าภรรยาของเขาและสามีของเธอ แอบเป็นชู้กัน ความเจ็บปวดของทั้งคู่ก่อกำเนิดความเข้าใจ และค่อยๆ พัฒนาเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง บทสนทนาของโจวและคุณนายเฉิน ในซอกตึกแคบๆ ไม่เพียงถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าอึดอัดใจของทั้งสองได้อย่างละมุนละไม ซอกตึกเก่ายังถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของความเหงาและความลับที่บอกใครไม่ได้อีกด้วย 

related posts

Recommended posts for you