Trips

On the Road to Mandalay

ล่องแม่น้ำอิรวดีจากมัณฑะเลย์สู่พุกามกับเรือสำราญระดับตำนาน
Reading time 52 seconds

หนึ่งในเรื่องตลกที่คนสนิทมักจะหยิบยกมาล้อฉันอยู่เสมอคือนอกจากจะมีเลือกเดินทางไปยังที่ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยไปแล้ว เห็นทีชาติที่แล้วฉันคงเป็นคนพม่าแน่ๆ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน พม่าหรือ ‘เมียนมา’ ในทุกวันนี้คือประเทศที่ฉันเลือกจะกลับไปเสมอเมื่อมีโอกาส ดูเหมือนบทกวี Mandalay ของรัดยาร์ด คิปลิงจะไม่ได้สร้างความตราตรึงใจให้กับเหล่าชาวออเรียนทัลลิสต์ในโลกตะวันตกเท่านั้น แต่ยังได้ใจฉันไปเต็มๆ และในการเดินทางครั้งล่าสุดนี้ก็นับว่าพิเศษกว่าครั้งไหน เพราะเป็นทริปที่ฉันได้ล่องเรือ Road to Mandalay ที่ได้แรงบันดาลใจจากบทกวีของคิปลิงนี้ไปตามแม่น้ำอิรวดีจากมัณฑะเลย์สู่พุกาม… เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทริปที่แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว

เช้านี้ที่สะกาย 

ชื่อ Road to Mandalay ไม่ได้แค่ฟังดูขัดแย้งในตัวเอง (ชื่อถนนที่กลายมาเป็นชื่อเรือ) แต่การเดินทางของฉันดูจะย้อนแย้งเล็กน้อยเพราะดันเริ่มจากมัณฑะเลย์ซะอย่างนั้น ปกติแล้ว ผู้เดินทางสามารถขึ้นเรือ Belmond Road to Mandalay ได้จากทั้งสองที่ แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกเริ่มต้นที่มัณฑะเลย์หรือพุกาม โปรแกรมหลักๆ ก็ไม่ต่างกันมากนัก แต่ด้วยความที่มัณฑะเลย์นั้นเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางของการเดินทางทางอากาศในพม่า การเริ่มต้นจากมัณฑะเลย์จึงง่ายและสะดวกกว่าสำหรับฉันที่ไม่ค่อยมีเวลานัก

 เวลาหกโมงเช้า มัณฑะเลย์กล่าวทักทายด้วยอากาศเย็นเฉียบและท้องฟ้าที่มืดสนิท แท็กซี่จอดรอหน้าโรงแรมเพื่อพาฉันไปส่งยังท่าเรือที่หมู่บ้านชเวเจเย็ต (Shwe Ket Yet) ที่อยู่ห่างจากมัณฑะเลย์ออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง ในช่วงอื่นๆของปี ผู้โดยสารสามารถขึ้นเรือจากท่าเรือนี้ได้เลย แต่ระหว่างช่วงต้นปีซึ่งเป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลดระดับลงมาก ผู้โดยสารจะต้องไปขึ้นเรือที่หมู่บ้านมินมู (Myin Mu) ที่อยู่ห่างจากมัณฑะเลย์ออกไปชั่วโมงครึ่ง แต่ใครที่อยากทัวร์ก่อนตอนเช้าก็สามารถมาพบกับไกด์ได้ที่นี่เหมือนกัน เพื่อที่จะแวะเที่ยวสะกาย (Sagaing) สักเล็กน้อยก่อนออกเดินทาง


 จากท่าเรือ เพียงแค่ข้ามแม่น้ำ เราก็ได้พบกับเมืองสะกาย เมืองพุทธขนาดกะทัดรัดที่ประกอบด้วยวัดวาอารามกว่า 600 แห่ง รถค่อยๆ แล่นผ่านเหล่าเณรและแม่ชีตัวน้อยที่ออกเดินบิณฑบาตรเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สะกายเคยเป็นราชธานีของพม่า และได้รับการจัดให้เป็นอีกหนึ่งเมืองที่สวยมากแห่งหนึ่งด้วย และคงนับเป็นโชคดีของฉันได้ที่เห็นสะกายในช่วงเวลาที่สวยที่สุด เมื่อมองจากสะกายฮิลล์ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น หมอกฤดูหนาวก็ค่อยๆจางลง เผยให้เห็นทิวทัศน์ของสะกายที่มีแม่น้ำอิรวดีเป็นฉากหลัง ใต้ความเรืองรองของแสงยามเช้านั้นเองที่ภาพของ ‘แผ่นดินทอง’ ที่เป็นสมญานามของประเทศพม่าเผยให้เห็นอย่างน่าอัศจรรย์ จนคนอย่างฉันที่เคยตกหลุมรักช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกที่มัณฑะเลย์ฮิลล์ต้องมีอันมาตกหลุมรักยามเช้าที่สะกายนี้อีกครั้ง เสียดายที่ไม่มีเวลาดื่มด่ำมากเพราะการเดินทางอันยาวไกลยังรอเราอยู่ 

วิถีท้องถิ่น  

หากเทียบกับทริปพม่าครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าพม่าในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ภาพของพม่าเมื่อสิบปีก่อนที่มาพร้อมกับภาพของรถบุโรทั่งที่ไม่มีแอร์และห้องพักปรับอากาศที่แอร์ดับตั้งแต่ห้านาทีแรก (แล้วไม่ติดอีกเลย) เทียบกันไม่ได้เลยกับภาพของพม่าในวันนี้ที่เต็มไปด้วยรถยนต์ปรับอากาศใหม่เอี่ยม และหลับๆตื่นๆ ไม่นาน รถของเราก็พาเรามาถึงหมู่บ้านมินมูโดยสวัสดิภาพ

 หมู่บ้านมินมูไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก แต่ด้วยความที่อยากให้แขกได้สัมผัสกับพม่าที่แท้จริง ไกด์ของเราจึงจัดโปรแกรมทัวร์ตลาดมินมูสักเล็กน้อยก่อนไปขึ้นเรือ ตลาดขนาดใหญ่ดูคึกคักที่สุดในยามสายเมื่อคนท้องถิ่นออกมาจ่ายตลาด ฉันและคู่สามีภรรยาชาวอังกฤษคู่หนึ่งเดินเรียงแถวตามไกด์ไปตามทางเล็กๆ เบียดเสียดกับผู้คนที่ยิ้มให้ตลอดทาง แม้องค์ประกอบส่วนใหญ่จะไม่ต่างกับตลาดเมืองไทยมากนัก แต่สีสันอันสดใสของตลาดที่นี่ก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพไว้ ถ้าจะมีที่ไหนที่สะท้อนตัวตนของเมืองได้ดีที่สุดก็คงเป็นตลาดนี่ล่ะ และหลังจากเดินตลาดเพลินๆ และแวะชมโรงไม้ไผ่เล็กน้อย สามล้อก็พาเรามาถึงไฮไลต์ของทริป นั่นคือ Belmond Road to Mandalay ที่จอดรอเราอย่างเงียบสงบอยู่ริมหมู่บ้านมินมูแห่งนี้

ล่องอิรวดี 

 จนถึงบัดนี้ คงต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่มองการล่องเรือสำราญว่าเป็นกิจกรรมของคนสูงวัย… ซึ่งทริปนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ (ด้วยราคาแล้วก็คงต้องยอมรับว่าคุณต้องทำงานหรือมีเงินระดับหนึ่งถึงจะมีประสบการณ์แบบนี้ได้) เพราะในบรรดาผู้โดยสารทั้งหมดทั้ง 13 ชีวิตนั้น ฉันในวัย 32 ปีคือผู้โดยสารที่อายุน้อยที่สุด แถมยังเป็นคนเดียวที่เดินทางคนเดียว แถมยังเป็นผู้หญิงด้วย! ไม่แปลกเลยที่คนส่วนใหญ่จะสงสัยและถามว่าฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่ คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ออกเดินทางมาพร้อมกันและคู่สามีภรรยาชาวสวีเดนอีกคู่แวะเวียนมาคุยกับฉันเสมอ “เธออายุเท่าลูกของฉันเลยล่ะ” คุณป้าผู้หญิงจากคู่ที่สองบอกยิ้มๆ ในขณะที่พนักงานกว่า 70 ชีวิตบนเรือก็ดูจะจดจำนักเขียนสาวจากประเทศไทยได้เป็นอย่างดีและเข้ามาชวนคุยอยู่เสมอ มองมุมหนึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะช่วยให้ทริปนี้ไม่เหงาจนเกินไป

 Belmond Road to Mandalay นับเป็นหนึ่งในเรือสำราญรุ่นแรกที่เข้ามาทำธุรกิจในพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 และด้วยความที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก เรือสำราญจากเยอรมนีลำนี้จึงมีขนาดใหญ่กว่าเรือสำราญลำอื่นๆ ที่เราพบเจอระหว่างทาง ผลก็คือสาธารณูปโภคทุกอย่างบนเรือก็ใหญ่กว่าที่อื่นตามไปด้วย ทั้งสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ร้านอาหาร รวมถึงสปา แต่โซนที่เราชอบที่สุดเห็นจะเป็นโซน Observation Deck ที่มาที่นั่งให้นั่งอ่านหนังสือรับชมชมวิวได้ตลอดวัน แม้จะรู้สึกทรยศคิปลิงเล็กน้อยที่ทริปนี้ฉันเลือกหยิบเรื่อง Finding George Orwell in Burma โดย Emma Larkin มาอ่านแทน แต่เข้าข้างตัวเองว่าอย่างน้อยบทกวีของเขาก็อยู่ในใจฉันเสมอล่ะนะ แม้ว่าในความจริงแล้วคิปลิงจะไม่เคยไปมัณฑะเลย์ด้วยซ้ำ และแม้ว่าในความจริงแล้วเขาจะได้แรงบันดาลใจจากความงามของสาวพม่ามากกว่าสถานที่ แต่ต้องยอมรับว่าผลงานของเขานั้นสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่โลกตะวันตกได้อย่างที่สุด และทำให้พม่ากลายเป็นภาพฝันของดินแดนอันห่างไกลฝั่งตะวันออกที่นักเดินทางจากตะวันตกแสวงหา...ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ และเรือลำนี้ก็มีหน้าที่สานฝันของหลายๆคนให้เป็นจริง...อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต “ถึงจุดหนึ่งแล้ว เรารู้สึกว่าเวลาของเราเหลือน้อยเต็มที” คุณลุงชาวอังกฤษจากคู่สามีภรรยาจากลอนดอนบอกฉันถึงเหตุผลที่ทำให้ออกเดินทาง คิดแล้วก็รู้สึกโชคดีที่ได้มาพบกับประสบการณ์ดีๆ ตั้งแต่อายุเท่านี้ แต่อันที่จริงแล้ว จริงหรือเปล่านะที่ฉันเองเหลือเวลามากกว่าคุณลุงคนนั้น? อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ก็ได้เหมือนกัน

 แต่ที่แน่ใจได้ก็คือช่วงเวลาสองคืนสามวันบน Belmond Road to Mandalay คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คนอินโทรเวิร์ตคนหนึ่งจะมีได้ การได้หลบหนีจากโลกอันวุ่นวายที่คุ้นเคยมาสู่ความสงบ ที่ได้ใช้เวลากับตัวเองในแบบที่ไม่ได้ทำมานาน อ่านหนังสือเงียบๆ พูดคุยกับผู้อื่นพอประมาณ ว่างๆก็นั่งมองสองฝั่งน้ำค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปช้าๆ ว่ากันว่าน้ำมีพลังชำระจิตใจได้อย่างวิเศษเสมอ และการเดินทางครั้งนี้ก็เช่นกัน

ทะเลเจดีย์

 ถ้าคำถามที่ว่า “มาทำอะไรที่นี่” คือคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดบนเรือ คำถามที่ว่า “อกหักมาหรือครับ” คงเป็นคำถามที่พบบ่อยที่สุดที่พุกาม ตลกดีที่ในโลกยุคใหม่ยังมีผู้ชายจำนวนมากที่มองผู้หญิงเที่ยวคนเดียวว่าต้องอกหักมาแน่ๆ และการเดินทางมาพม่าของฉันต้องเป็นการเดินทางของสาวอกหักที่มาไหว้พระสะเดาะเคราะห์ล้างซวยแน่นอน เพราะแค่ยืนรอพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ตรงจุดชมวิวที่พุกามเพียงไม่นานก็มีหนุ่มเข้ามาคุยและถามคำถามนี้ถึงสองคน 

แต่คิดดูอีกทีก็นึกถึงคำพูดของไกด์ชาวพม่าที่เล่าว่าตอนนี้ชาวพม่าเองก็พยายามทำความเข้าใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมนักท่องเที่ยวถึงคลั่งไคล้กับพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกกันนัก พระอาทิตย์ดวงเดียวกัน จะขึ้นหรือจะตกก็เหมือนกันทุกวันนั่นแหล่ะไม่ใช่เหรอ? ถ้าจะให้ฉันตอบก็คงต้องตอบว่าทั้งใช่และไม่ใช่ เราอาจจะมีพระอาทิตย์ดวงเดียว แต่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในแต่ละวันมีพลังอันน่าอัศจรรย์เสมอ...มันเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่มหัศจรรย์จนเราอยากจะแบ่งปันความรู้สึกนี้กับใครสักคน ถ้าไม่ใช่ใครสักคนที่อยู่ห่างไกลก็คงเป็นใครสักคนที่อยู่แถวๆ นั้นที่กำลังเห็นสิ่งเดียวกันอยู่นั่นล่ะ! นี่กระมังเหตุผลที่ช่วงเวลาปรากฏและเลือนหายของพระอาทิตย์กลายเป็นช่วงเวลาละลายพฤติกรรมได้เป็นอย่างดี แต่บทสนทนาก็ถูกตัดจบเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อบอลลูนเริ่มทยอยลอยขึ้นไปบนฟากฟ้าของพุกาม

“พรุ่งนี้จะไปดูบอลลูนตอนพระอาทิตย์ขึ้นใช่ไหม เดี๋ยวเราสองคนจะโบกมือลงมานะ” คำพูดของคุณลุงนักผจญภัยชาวอังกฤษผู้เคยพิชิตยอดเขาคิริมันจาโรมาแล้วลอยเข้ามาในห้วงความคิด 

 นอกจากภาพของทะเลเจดีย์ที่เรียงรายแล้ว ภาพของบอลลูนเหนือเจดีย์โบราณนี่แหล่ะที่เป็นสัญลักษณ์ของพุกาม พุกาม (Bagan) ถือเป็นอาณาจักรแรกที่สามารถรวมแว่นแคว้นอิสระเข้าด้วยกันได้สำเร็จ และถือเป็นต้นกำเนิดของประเทศเมียนมาในปัจจุบัน ว่ากันว่าอาณาจักรที่รุ่งเรืองระหว่างศตวรรษที่ 11 -13 นี้เคยมีวัดวาอาราม เจดีย์และศาสนสถานรวมกันถึงหมื่นกว่าแห่ง แต่ปัจจุบันนี้คงเหลือให้เห็นและรอการค้นพบเพียงสองพันกว่าแห่งเท่านั้น นอกจากกาลเวลาแล้ว ภัยสำคัญที่เป็นอันตรายต่อโบราณสถานของที่นี่ก็คือแผ่นดินไหว ที่ครั้งล่าสุดนั้นรุนแรงจนมีการสั่งห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปชมวิวบนโบราณสถานอีกต่อไป อีกทั้งยังทำให้ยอดของโบราณสถานหลายแห่งหักลงมาจนต้องมีการปิดซ่อมแซมอย่างไม่มีกำหนด

แม้ครั้งนี้จะมาหน้าหนาว แต่ความร้อนแห้งตามแบบฉบับของพุกามยังคงสัมผัสได้ในช่วงกลางวัน ด้วยสภาพภูมิประเทศกึ่งทะเลทรายของที่นี่ ความสุขง่ายๆ มักเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อได้มีโอกาสหลบแดดเข้าไปชมภายในเจดีย์ต่างๆ ที่หลายๆ แห่งก็เต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงาม ไกด์บอกว่าถ้าภาพนั้นมีสีแดง ดำ ขาวและเหลือง แปลว่าภาพนั้นวาดในสมัยพุกามตอนต้น แต่ถ้ามีสีอื่นๆ อย่างสีเขียวหรือฟ้าด้วยแสดงว่าวาดในช่วงถัดๆ มา น่าเสียดายที่ภาพส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายทั้งจากฝีมือของธรรมชาติและมนุษย์ และแม้จะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เหตุผลบางอย่างก็ทำให้พุกามยังไม่ได้รับสถานะมรดกโลกจากยูเนสโกแต่อย่างใด ซึ่งทางพม่าเองก็วางแผนจะยื่นเรื่องอีกครั้งในเร็วๆนี้

 เราเลือกจบทริปทัวร์พุกามด้วยการแวะสักการะเจดีย์ชเวซิกองในเมืองยองอู (Nyaung-U) เมืองที่เป็นเหมือนฐานทัพของเหล่านักท่องเที่ยวที่คลาคล่ำไปด้วยมอเซอร์ไซค์ในปัจจุบัน ได้มาที่นี่อีกครั้งแล้วก็อดคิดถึงทริปพุกามเมื่อสิบปีที่แล้วที่ยังเต็มไปด้วยรถม้าซึ่งเป็นพาหนะหลักของนักท่องเที่ยวในสมัยนั้นไม่ได้ ท้ายสุดแล้ว พุกามและพม่าก็เหมือนทุกแห่งในโลกที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา… แต่ปลดปลงได้ไม่นาน ไกด์สาวประจำตัวก็เข้ามากระซิบถามว่าได้ข่าวว่าวันนี้จะมีแห่ชินบยู (Shinbyu) ที่นี่ จะรอดูไหม? และยังไม่ทันขาดคำ ขบวนแห่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสาวงามและชาวบ้านในชุดสีสันสดใส พร้อมช้าง ม้า วัว ควายที่พร้อมใจกันเดรสอัพก็เคลื่อนเข้ามาในสายตา… ช่างเป็นการจบทริปพม่าได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ 

Travel Tips

1. สายการบินไทยสมายล์ ให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ-มัณฑะเลย์ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ สำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ thaismileair.com หรือที่คอลเซ็นเตอร์ โทร. 1181 หรือ โทร. 0-2118-8888 

2. เรือสำราญ Belmond Road to Mandalay ประกอบด้วยห้องพัก 46 ห้อง พร้อมห้องอาหาร บาร์ สระว่ายน้ำ และสปา ให้บริการเส้นทางระหว่างมัณฑะเลย์และพุกาม ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ belmond.com

  

   

 

related posts

Recommended posts for you