Watches

Royal Oak Transformed

Royal Oak Frosted Gold Carolina Bucci Limited Edition ผลงานไอคอนิกที่ผ่านการตีความให้เข้ากับยุคสมัย และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความหรูหราสามารถหลอมรวมเข้ากับลูกเล่นสนุกๆได้
Reading time 57 seconds
“รอยัล โอ๊กคือนาฬิกาที่ฉันใส่ตลอดเวลา เป็นส่วนหนึ่งของสไตล์ที่ฉันชื่นชอบ จนเหมือนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฉันไปแล้ว” - คาโลรีน่า บุชชี่

นาฬิกา Royal Oak คือผลงานไอคอนของวงการนาฬิกาที่ได้รับการพัฒนา แปลงโฉม และตีความให้สดใหม่อยู่เสมอ อย่างโปรเจ็กต์ล่าสุด Audemars Piguet ได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งกับ คาโรลีน่า บุชชี่ เพื่อร่วมสร้างสรรค์ Royal Oak Frosted Gold Carolina Bucci Limited Edition จิวเวลรี่ดีไซเนอร์ชาวเมืองฟลอเรนซ์ซึ่งโด่งดังจากสร้อยข้อมือที่ซาร่าห์ เจสสิกา ปาร์กเกอร์ใส่ในซีรี่ส์เรื่อง Sex and the City  

    เช่นเดียวกับการร่วมงานครั้งแรกเพื่อรีดีไซน์นาฬิกา  Royal Oak สำหรับผู้หญิงซึ่งครบรอบ 40 ปีเมื่อ 2 ปีก่อน ในครั้งนี้ Royal Oak Frosted Gold Carolina Bucci Limited Edition ยังคงใช้เทคนิค Florentine Technique ตกแต่งตัวเรือนและสายซึ่งคราวนี้ผลิตจากเยลโลว์โกลด์ วัสดุที่ดีไซเนอร์สาวชื่นชอบ ส่วนหน้าปัดนับเป็นครั้งแรกที่เลือกใช้กระจกซึ่งก่อให้เกิดภาพสะท้อนที่ดูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ในงานเปิดตัวผลงานสุดพิเศษดังกล่าวที่ประเทศสิงคโปร์ ลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คาโรลีน่าถึงไอเดียของเธอ 

 

/

ทราบมาว่าคุณเติบโตในครอบครัวในเมืองฟลอเรนซ์ที่สร้างสรรค์จิวเวลรี่มา 4 เจเนอเรชั่น 

“ใช่ค่ะ แต่จริงๆ ปู่ทวดของเธอเริ่มจากการรับซ่อมนาฬิกาพกค่ะ จากนั้นก็เริ่มผลิตสายโซ่สำหรับนาฬิกาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่โลกจิวเวลรี่ จะว่าไปก็ดีนะที่ฉันซึ่งเป็นรุ่นที่สี่ของตระกูลได้กลับมาจับนาฬิกาอีกครั้ง ปู่ทวดฉันคงมองมาแล้วยิ้มอยู่แน่... 

ฉันเติบโตและคลุกคลีอยู่กับจิวเวลรี่ตั้งแต่เด็ก ฉันจึงตัดสินใจไปร่ำเรียนอย่างจริงจัง และทำงานกับแบรนด์ก่อนจะกลับมาตั้งแบรนด์ Carolina Bucci ผลงานแรกคือ Lucky Bracelet ซึ่งผลิตจากทอง 18k ผ้าไหม และชาร์มสำหรับอธิษฐาน  มันเป็นจิวเวลรี่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก  ตอนนั้น แพทริเซีย ฟีลด์ สไตลิสต์ของ Sex and the City เลือกสร้อยนี้ไปให้ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์กเกอร์ใส่ในซีรีส์  ตอนนี้ 15 ปีผ่านไป ฉันก็ยังมีความสุขกับสิ่งที่ทำ”

 

มรดกของเมืองฟลอเรนซ์มีอิทธิพลต่อคุณมาโดยตลอดเลยหรือเปล่า 

“ฉันว่าฟลอเรนซ์เป็นศูนย์กลางขอขนบธรรมเนียมและงานฝีมือ  ฉันโตมาโดยซึมซับสิ่งเหล่านี้  แต่พอฉันย้ายไปนิวยอร์กตอนอายุ 18 ฉันก็ได้ค้นพบอีกด้านหนึ่ง ซึ่งก็คือความกระฉับกระเฉง การก้าวไปข้างหน้า งานของฉันเลยมีสองด้าน คือสนุกแต่ก็ยังคงเคารพกับขนบ ฉันจึงสร้างสรรค์จิวเวลรี่ด้วยวัสดุและอัญมณีล้ำค่า  ผลิตด้วยกรรมวิธีดั้งเดิมในอเตอลิเยร์ในฟลอเรนซ์ แต่เต็มไปด้วยสปิริตแห่งความสนุก”  

 

แล้วคุณมาร่วมงานกับแบรนด์ Audemars Piguet ได้อย่างไร

“มันเริ่มจากแพสชั่นค่ะ เพราะสามีหาองขวัญวันเกิดให้ไม่ได้ ครั้นจะซื้อจิวเวลรี่ให้ฉันก็ไม่ได้ด้วย  เลยจะให้นาฬิกาแทน เขาถามว่าฉันอยากได้อะไรซึ่งฉันยังคิดไม่ออก จนวันหนึ่ง เดินอยู่ในนิวยอร์กและได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่นาฬิกาซึ่งสะดุดใจฉันมาก ฉันเดินตามเธอไปจนรู้ว่านาฬิกาอะไร ปรากฏว่าเลิกผลิตแล้ว แต่สามีฉันไปหามาให้ได้ เป็นรุ่น Royal Oak 36 หน้าปัดสีขาวสำหรับผู้ชายซึ่งผลิตขึ้นในสมัย 1980s  แต่มันเข้ากับข้อมือฉันพอดี และ เข้ากับจิวเวลรี่และไลฟ์สไตล์  มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของฉัน ฉันใส่ติดตัวเป็นประจำและไม่ใส่นาฬิกาอื่นเลย จนเมื่อ Audemars Piguet ทราบ จึงได้เชิญฉันไปที่เมืองเลอ บราซุส (ที่ตั้งของแบรนด์และโรงงาน)  ส่วนฉันก็เชิญเขามาฟลอเรนซ์” 

 

แล้วคุณรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับแบรนด์อย่างไร

“เราต่างก็เป็นรุ่นที่สี่เหมือนกัน ชื่นชมในขนบและงานฝีมือ  แต่ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นกับการก้าวไปข้างหน้า ตอนที่ ฟรองซัวส์-เฮนรี่ เบนนาเมียส ซีอีโอถามว่าทำไมถึงใส่นาฬิกาผู้ชาย ฉันก็บอกว่าเพราะหารุ่นของผู้หญิงไม่ได้ มันคงเหมือนการท้าทายเพราะเขาถามฉันว่า ‘คุณว่าคุณทำได้ดีกว่าเหรอ’ ฉันเลยตอบไปว่า เยส!”

นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณได้แปลงโฉมนาฬิกา Royal Oak สำหรับผู้หญิงที่ฌากเกอลีน ดิมิเยร์ออกแบบขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1976  แล้วทำไมถึงเลือก ใช้  Florentine Finish (การตอกลายลงลนพื้นผิว) “ตอนนั้น ฉันตั้งใจทลายสายและตัวเรือนซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของนาฬิการุ่นนี้ด้วยเทคนิคซิกเนเจอร์ของฉัน ฉันอยากจะทรีทนาฬิกาเป็นเหมือนกับจิวเวลรี่”  

 

แล้วไอเดียการนำกระจกมาทำหน้าปัดในผลงานรุ่นใหม่ล่ะ 

“ฉันอยากจะ flat out ลายตาราง tapisserie ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ Royal Oak ให้มันแบนและสะท้อนสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตัวฉันเองชอบกระจก ชอบภาพสะท้อนและแสงเงา การเลือกใช้กระจกนั้น มันทำให้หน้าปัดกลายเป็นอะไรก็ได้ตามแต่ว่ามันสะท้อนอะไร ทั้งยังเข้านิยามกับความลักชัวรี่ซึ่งหมายถึงสิ่งหนึ่งๆ ที่เข้ากับตัวคุณโดยเฉพาะ และยิ่งกว่านั้น กระจกยังสะท้อนถึงความหลากหลายของผู้หญิงร่วมสมัย และมันมีความหมายที่ลึกซึ้ง  เป็นภาพสะท้อนว่าเราทำอะไรในชีวิต และสะท้อนช่วงเวลาในปัจจุบันซึ่งจะไม่มีทางเหมือนเดิมเลยสักครั้ง”

 

รู้สึกอย่างไรกับการออกแบบนาฬิกาแทนที่จะเป็นจิวเวลรี่ 

“สำหรับฉันไม่ได้ต้องเลือกทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งนะ  ไม่ว่าจะนาฬิกาหรือจิวเวลรี่ก็สร้างสรรค์ในวิธีของฉัน แค่ว่าอย่าทำอะไรที่ตัวเราเองไม่ชอบ ทำที่ตัวเราเองก็อยากใส่ค่ะ”

related posts

Recommended posts for you